วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

กาลครั้งหนึ่ง ณ หมู่บ้านชนบทอันไกลแสนไกล มีครอบครัวเล็กๆอาศัยอยู่ริมเชิงเขา พ่อมีอาชีพเก็บฟืนไปขายที่ตลาดทุกๆเช้า แม่ทำงานบ้าน ส่วนลูกชายอยู่ในวัยหนุ่มเป็นคนเกลียดคล้านไม่ยอมช่วยการงานพ่อแม่ พอถึงเวลาอาหารก็เอะอะโวยวายโมโหหิว พาลปาข้าวของเสียหาย

แม่เคยสอนว่า ” ข้าวก็อยู่ในถัง น้ำก็อยู่ในตุ่ม หม้อก็อยู่ข้างฝา ลูกก็ช่วยแม่หุงหาบ้างสิ “ ไม่มีคำตอบจากลูก แต่ความหิวยังไม่หายไป และความโมโหก็รุนแรงขึ้น จนแม่ต้องผละจากงานมาหุงหาให้ได้ดังใจ

อยู่มาวันหนึ่งขณะที่พ่อไปเก็บฟืนถูกสัตว์ป่าทำร้ายจนเสียชีวิต แล้วแม่ก็ต้องทำงานทุกอย่างแทนพ่อ ทั้งเก็บฟืน และยังต้องทำงานบ้าน

ฝ่ายลูกชายก็ยังไม่สำนึก ยังคงเกลียดคล้าน และใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าไปวันๆ ภาระของแม่นั้นหนักหนานัก และด้วยวัยที่ชราแล้ว จึงล้มป่วย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ฝ่ายลูกชายรู้สึกเสียใจมาก เกิดความสำนึกผิด เขาตื่นแต่เช้าเดินทางไปป่าเก็บฟืนแล้วนำมากองไว้ แล้วก็เดินเข้าป่าไปเก็บฟืนกลับมากองไว้อีกทำอย่างนี้ซ้ำๆ ๆ ๆ จนกองฟืนสูงเท่าภูเขาลูกใหญ่ เพื่อหวังจะทดแทนความเกลียดคล้านที่ผ่านม
แต่ก็ไม่ได้ทำให้แม่ฟื้นขึ้นมาได้ เขาได้แต่เสียใจ ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว แต่วันนี้แม่มิอาจฟื้นขึ้นมาหุงข้าวให้เขากินได้อีกแล้ว..
สองพ่อลูกผู้โง่เขลากับลา




ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีสองพ่อลูกคนโม่แป้งเป็นเจ้าของโรงสีแต่ยากจนมากอยู่ครอบครัวหนึ่ง และปีนี้ด้วย จะเป็นเพราะเคราะห์หามยามร้าย บรรดาลให้ต้องหนักขึ้นมามากกว่าเก่าเข้าไปอีก เพราะเท่าที่ผ่านมาก็ จนแสนที่จะจนอยู่แล้ว และยังมาปีนี้ ด้วย ฝนฟ้าก็ไม่ยอมตกลงมาให้เลยสักนิด พื้นดินจึงเกิดความแห้ง แล้ง และจึงเป็นผลให้ต้นข้าวสาลีที่เมื่อก่อนพอจะมีพวกชาวนานำมาโม่เป็นแป้งนั้นอยู่บ้าง ก็เกิดเหี่ยวเฉาและ ตายเสียจนหมดทุกไร่ไป สองพ่อลูกจึงต้องหนักใจด้วยไม่มีใครนำข้าวสาลีมาสีเป็นแป้งเลยสักเจ้าเดียว ลูกชายได้พูดบอกกับพ่อว่า ' พ่อ ๆ แม้แต่แป้งที่จะมาทำเป็นขนมปังใช้กินกัน ก็หมดแล้วนะ จะทำยังไงดีล่ะ ' พ่อจึงพูดขึ้นว่า ' ต้นสาลีก็ตายหมด ไม่มีใครจะเอามาโม่แล้วด้วย เฮ่อ..กลุ่มใจดีแหละ แต่..เดียวก่อน เรายังมีลาอยู่นี่ไง ไม่มีแป้งโม่ เจ้าลานี่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี เอาลานี่ไปขายแลกเอาเงินมาใช้กินกันดีกว่า '



เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว สองพ่อลูกจึงตัดสินใจที่จะนำลาตัวนั้นไปขายเสียที่ในเมือง ชายเจ้าของโรงสีและลูกชาย จูงลาเดินไปตามทางเรื่อย ๆ อากาศก็ร้อน แดดก็เปรี้ยงเสียด้วยวันนั้น สองพ่อลูกเดินจูงลาและเช็ดเหงื่อที่ไหล ย้อยลงมาอย่างไม่ยอมหยุดและเดินทางไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทาง พวกเขาได้พบกับพวกผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังซักผ้ากันอยู่ที่ริมแม่น้ำ ผู้หญิงในกลุ่มนั้นคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า 'ดูนั่นซิ' และยังชี้มือมาทางเจ้าของ โรงสี และลูกชาย ' ช่างโง่ชะมัดเลยทั้งสองคน....เธอว่าไหม ?'



เจ้าของโรงสีเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็นึกโมโหที่เดินอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาว่า ' ว่าโง่ชะมัด ' อย่างนั้น จึงตะโกนถาม ผู้หญิงคนที่พูดขึ้นนั้นว่า ' ทำไมการเดินจูงลาแล้วจะต้องเป็นคนที่โง่ชะมัดอย่างที่หล่อนว่านั้นด้วยเล่า ? ' ผู้หญิงคนนั้นจึงพูดว่า ' ก็ถ้าเป็นคนที่ฉลาด ๆละก็ ก็คงจะไม่ยอมเดินคลุกฝุ่นอย่างนั้นอยู่ได้น่ะสิ ทั้งๆที่คน หนึ่งน่าจะขี่หลังลา นั่งให้สบาย ๆ แต่ไม่ยักกะทำ พวกเราถึงได้ว่า ว่าโง่ชะมัดยังไงเล่า?' ผู้พ่อเมื่อได้ฟัง ดังนั้นก็เห็นด้วยกับผู้หญิงคนที่พูดนั้น เขาจึงบอกกับลูกชายว่า ' ที่ผู้หญิงคนนั้นพูดก็ถูกนะ ลูกขึ้นไปขี่ลาเถิด มา ขึ้นมา' ว่าแล้วเขาก็ช่วยลูกชายให้ขึ้นนั่งบนหลังลา แล้วทั้งสองคนเดินก็ทางกันต่อไป ในไม่ช้า สองพ่อลูก ก็พบหญิงชรานางหนึ่งมือถือไม้เท้า และกำลังจะเดินสวนทางมาทางสองพ่อลูกเข้าอีก



หญิงชรานางนั้นเมื่อเดินสวนมาถึงที่ใกล้ ๆ กับสองพ่อลูก แล้วอยู่ ๆ นางก็ยกไม้เท้าที่ถือมาในมือนั้นขึ้นเคาะไปที่ หัวของลูกชายที่นั่งอยู่บนหลังลาดัง ' ป๊อก ' แล้วพูดอย่างโมโหฉุนเฉียวว่า ' อ้าย คนเนรคุณ ! จอมขี้เกียจ สันหลังยาว อากาศร้อน ๆออกอย่างนี้ แทนที่จะให้พ่อผู้แก่ชรานั่งบนหลังลากับมานั่งเสียเอง ดูสิ ! แกนั่นแหละ ควรเป็นคนเดินไม่ใช่พ่อแก ' ลูกชายตกใจมากที่อยู่ดี ๆก็มาโดนเคาะหัวแล้วยังแถมโดนหญิงชราดุสั่งสอน เอาอย่างนั้นเข้าอีก แต่เขาก็คิดเห็นด้วยกับคำพูดของหญิงชราผู้นั้น ' เอ ที่จริงหญิงชราผู้นั้นก็พูดถูกน่ะพ่อ' ลูกชายว่าแล้วก็กระโดดลงจากหลังลาแล้วเปลี่ยนที่ให้พ่อนั่งบนหลังลาบ้าง แล้วจึงเดินทางต่อไปอีก



เมื่อเดินทางต่อมาได้อีกไม่ไกลนัก ก็ได้พบกับคนเดินทางเดินสวนทางผ่านมา คนเดินทางผู้นั้นมองสองพ่อลูก แล้วพูดเปรย ๆให้ได้ยินทั้ง ๆหัวเราะว่า ' โง่ชะมัดเลยทั้งพ่อทั้งลูก ทั้ง ๆที่ร้อนออกอย่างนี้ มีลาอยู่ทั้งตัว ก็จะมามัวเดินจูงอยู่ทำไมก็ไม่รู้ ก็ขึ้นไปนั่งทั้งสองคนก็หมดเรื่อง ทำไมถึงโง่จริง ๆ เลย ฮ่า ๆๆๆ ' เจ้าของโรงสีและลูกชายก็เห็นด้วยตามที่คนเดินทางผู้นั้นพูดอีกนั่นแหละ ' คนเดินทางผู้นั้นพูดก็ถูกน่ะ' ผู้พ่อ ว่า แล้วเขาก็ช่วยให้ลูกชายขึ้นมานั่งลงที่ข้างหลังของเขา แล้วทั้งสองก็เดินทางต่อ โดยขึ้นขี่หลังลาไปด้วยกัน ทั้งสองคน



พวกเขาเกือบไปถึงเมืองแล้ว แต่ก็ยังได้ไปพบกับผู้ชายที่เป็นชาวนาคนหนึ่งเข้า 'นี่ลาของคุณหรือ' 'ใช่' เจ้าของโรงสี ตอบ 'เราจะเอาไปขายที่ตลาด คุณถามทำไมล่ะ' ชายชาวนาจึงตอบกลับมาว่า ' ก็ในไม่ช้า เจ้าลาที่น่าสงสารนี่ คงหมดแรงลงแน่ ๆ ถ้าต้องแบกคุณสองคนไปตลอดทาง เชื่อสิ ' ชายชาวนาคนนั้นตอบ ' แล้วตอนนั้นใครเขาจะ อยากซื้อมัน จริงไหม เราคิดว่าถ้าพวกท่านจะช่วยแบกมันแทนล่ะก็ น่าจะดีกว่านะ ' เจ้าของโรงสีและลูกชาย มองตากันและเห็นด้วยกับชาวนาคนนั้นที่พูดทักขึ้นทันที



' นี่ก็เป็นความคิดที่ดี' เจ้าของโรงสีเอ่ย แล้วเขาก็หาไม้และเชือกมา ช่วยกันผูกลากับไว้ท่อนไม้ และหามเจ้าลา เข้าไปในเมือง ผู้คนในเมืองไม่เคยเห็นสิ่งที่ตลกเท่านี้มาก่อนเลย 'ดูซิ' ชายคนหนึ่งร้อง 'พวกเขาพยายามหามลา' คนในเมืองพากันหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจนน้ำตาไหล ทีนี้ก็ถึงตาเจ้าลาบ้างแล้ว ลาไม่ว่าอะไรหรอกที่ต้องถูก หามแบบนี้ แต่มันไม่ชอบให้ใครมาหัวเราะเยาะ ดังนั้นมันจึงพยศขึ้น คือมันทั้งดิ้นสะบัดตัวและทั้งเตะทั้งถีบ จนในที่สุดเชือกก็เลยขาดออก แล้วบังเอิญตรงนั้นเป็นสะพานข้ามคลองเข้าพอดี ลาเลยตกลงไปในน้ำและจมหายไปในน้ำนั้นทันที เจ้าของโรงสีและลูกชายจึงจำต้องเดินหน้าเศร้ามือปล่าว กลับบ้านอย่างช่วยไม่ได้ และต้องเสียลาไปโดยปล่าวประโยชน์ ' พ่อไม่น่าพยายามจะทำให้ถูกใจทุกคนเลย' เขาบอกและถอนใจใหญ่ 'ในที่สุดก็ลงเอยว่า พ่อทำไม่ถูกใจใครสักคน พ่อว่าตอนนี้พ่อเองแหละที่โง่เหมือนลา'





นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า



๐ ไม่รู้จักที่จะใช้มันสมองและความคิดของตัวเอง มัวแต่อาศัยและทำตาม ความคิดของชาวบ้าน สักวันหนึ่งก็จะต้องพบกับความเสียหาย อย่างสองพ่อลูกเข้าจนได้สักวัน
แม่กบกับวัว




ณ บึงแห่งหนึ่งมีแม่กบขี้อิจฉาอยู่ตัวหนึ่ง จะมีนิสัยที่เห็นใครดีกว่าตนแล้วก็จะรู้สึกไม่ชอบใจ จะต้องหา ทางข่มว่าตนนั้นเหนือกว่าอยู่เสมอเลยทีเดียว ลูกๆของกบก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ของตนเป็นเช่นนั้นได้ อย่างไร...แต่ด้วยนิสัยที่ยังเป็นเด็กอยู่ก็มักจะตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ อยู่มาวันหนึ่งลูกๆ ของกบตัวนั้นได้หนี ไปแอบนอนเล่นอยู่ที่บึงแห่งหนึ่งที่ไกลออกไป แล้วพวกมันก็ได้เห็นวัวตัวหนึ่งมากินน้ำอยู่ที่ใกล้ๆกับบึงที่ พวกตนได้แอบมานอนเล่นอยู่บึงนั้น พวกลูกกบรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะเกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้เห็นสัตว์ ที่ ตัวใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตของมัน..พวกลูกกบด้วยความตื่นเต้นจึงรีบกลับไปหาแม่...และรีบเล่า เรื่องราว ที่พวกตนได้เห็นมานั้นให้ฟังอย่างตื่นเต้นด้วยสุดที่จะระงับได้...



มันรีบเล่าอย่างตื่นเต้นถึงสัตว์ประหลาดตัวนั้นว่า ' แม่ ๆเมื่อตะกี้นี้นะ...ที่บึงฝั่งโน้นน่ะ มีสัตว์อะไรก็ ไม่รู้ ตัวใหญ่เบ้อเริ่มเลยหละ...ตัวใหญ่มาก...ใหญ่จริง ๆ...ฮะ ฮะ ฮะ ' แม่กบเมื่อมันเห็นลูก ๆตื่นเต้น แบบสุด ๆอย่างนั้น ก็ให้เป็นรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเป็นอย่างมาก จึงบอกกับลูกว่า ' นี่ นี่ลูก ไม่มีสัตว์ตัว ไหนที่จะใหญ่ไปกว่าท้องที่เป่าจนพองของแม่ไปได้หรอกเชื่อสิ...ลูกเอ๋ย '



บอกลูกแล้ว แม่กบก็เบ่งท้องของมันจนป่องกลมแล้วตะโกนถามลูกว่า ' ดูแม่นี่ ตัวแม่ใหญ่เท่ากับสัตว์ ที่พวกเจ้าเห็นมาเหมือนกัน? ' ลูกกบทำมือเปรียบเทียบแล้วบอกกับแม่ว่า ' แม่เอาอะไรมาพูดจ๊ะ...ตัว แม่ทั้งตัวยังเล็กกว่าเท้าของมันเลย ' แม่กบจึงโกรธและด้วยแรงอิจฉามันยิ่งพยายามเบ่งท้องของมัน ให้ใหญ่ขึ้นไปอีก...ใหญ่ขึ้น ๆๆ...แล้วถามพวกลูก ๆขึ้นอีกว่า ' นี่ล่ะ เท่านี้ล่ะ ใหญ่เท่าหรือยัง? ' แต่พวกลูก ๆก็ยังตอบว่า 'ยังเลยแม่...ใหญ่กว่านี้อีก

แม่กบเมื่อได้ยินลูกบอกว่า ยังไม่ใหญ่เท่าที่เห็นพอ มันจึงรวบรวมพลังเข้าไปอีกเป็นครั้งสุดท้าย แล้งเบ่งท้องของมันอย่างสุดกำลังเกิดเลยทีเดียว...เรียกว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่มันได้พองลมครั้งที่ ใหญ่ที่สุดในชีวิตของมันก็ว่าได้' โอบ โอบ...นี่ล่ะเป็นไง?ใหญ่กว่าแล้วใช่ไหม? ' ลูกกบก็ยังส่ายหัว ตอบว่า ' แม่จ๋าเปลืองแรงปล่าว ๆ ยังไง ๆก็เล็กกว่าจ๊ะ ' แม่กบหน้าเขียวและคิดไม่ยอมแพ้แต่ท้องที่ พองจนเต็มที่นั้นไม่สามารถที่จะขยายต่อไปได้อีกแล้ว จึงแตกดังโพ๊ละ ลูกกบก็ส่ายหัวและพูดตามประสา ซื่อว่า 'แหวะ..ท้องแม่นอกจากจะไม่ใหญ่แล้ว ยังแตกเป็นรู น่าเกลียดจัง พวกเราปล่อยแม่ให้แกเบ่งของ แกต่อไปอย่างนั้นเถอะ' แล้วลูกกบก็พากันชวนพี่ๆน้องๆไปแหวกว่ายน้ำ ในบึงกันต่อไป....


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

๐ ความสามัคคีกลมเกลียว จะทำให้เกิดพลังอันแข็งแกร่งยากแก่การทำลาย
กบเลือกนาย




กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...มีกบฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่งอย่างอิสระเสรี และมีความสุข ไม่มีใครบังคับเคี่ยวเข็ญ กิน นอน เล่น ไปวันวัน ทำให้รู้สึกว่าพวกตนช่างมีความสุขสบายเหลือเกิน



ต่อมาวันหนึ่งพวกกบได้มานั่งล้อมวงคุยกัน ต่างปรึกษากันว่าการอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ น่าจะมีหัวหน้า หรือ พระราชาปกครองพวกเราสักคน นอกจากจะทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วยังช่วยคุ้มครองอันตราย ให้กับพวกกบได้อีกด้วย กบทั้งหลายต่างมีความเห็นตรงกันจึงพากันไปขอหาเทวดาขอพรให้เทวดาช่วยส่งหัวหน้า หรือพระราชามาให้





เทวดารู้ว่าพวกกบสุขสบายกันจนเคยตัวก็เลยนึกอยากมีหัวหน้าไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดจริงจังอะไร จึงเสกท่อนซุงให้หล่นจากฟ้าตกลงสู่หนองน้ำเสียงดังโครมใหญ่ พวกกบพากันตกใจกลัวรีบดำหนีไปหลบก้นสระ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงพากันโผล่ขึ้นมา





พวกกบทั้งหลายได้เห็นซุงท่อนใหญ่ก็รู้ว่าเป็นพระราชาที่เทวดาประทานมาให้ ต่างพากันดีใจและให้ความเคารพท่อนซุงนั้น





ต่อมาไม่นานมีกบตัวหนึ่งใจกล้ากระโดดขึ้นไปเกาะบนท่อนซุงใหญ่ กบตัวอื่นๆเห็นว่าพระราชาของตนไม่ว่า อะไรก็พากันกระโดดตามขึ้นไปบ้าง





“พระราชาของเราองค์นี้ท่านก็ใจดีอยู่หรอก แต่อ่อนแอไม่เอาไหน วัน ๆ ได้แต่ ลอยไป ลอยมา...น่าเบื่อ” กบตัวหนึ่งกล่าวอย่างหมดความยำเกรง



“พวกเราน่าจะไปร้องขอพระราชาองค์ใหม่ที่เข้มแข็งกว่านี้มาปกครองพวกเราดีกว่า” กบอีกตัวพูด



พวกกบจึงพากันไปร้องขอต่อเทวดา เทวดาเห็นว่าพวกกบทำแบบนั้น จึงโกรธพวกกบที่ไม่รู้จักพอใจ ในความเป็นอยู่ที่แสนสุขสบายของตน คราวนี้เลยส่งนกกระสาไปแทนท่อนซุง เมื่อนกกระสาลงไปก็จับพวกกบกิน เป็นอาหาร ตัวแล้วตัวเล่า พวกกบหายไปทีละตัวทีละตัว เมื่อได้รับความเดือดร้อนพวกกบ ที่เหลืออยู่จึงพากัน ขอพระราชาองค์ใหม่จากเทวดาอีกครั้ง



“เมื่อเจ้าไม่พอใจสภาพความเป็นอยู่เดิมของตัวเอง ก็จงทนอยู่กับสภาพที่พวกเจ้าร้องขอไปเถอะ... ”เทพเจ้าตวาดเสียงดังลงมาจากฟากฟ้า





นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :เราควรพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่...การไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี เที่ยวร้องขอในสิ่งที่ต้องการไม่รู้จักจบสิ้น ย่อมเกิดผลร้ายตามมา
เด็กเลี้ยงแกะ




กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งมีนิสัยเกเร ชอบพูดโกหก วันหนึ่งหลังจากต้อนฝูงแกะ ออกไปกินหญ้าบริเวณเชิงเขาแล้ว เกิดนึกสนุกอยากหาเรื่องแกล้งชาวบ้านเล่น จึงเดินกลับมาที่หมูบ้าน เมื่อใกล้จะ ถึงจึงแกล้งวิ่งหน้าตื่น ร้องตะโกนเสียงดัง “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย ฝูงหมาป่าจะมาจับแกะไปกินหมดแล้ว”



เมื่อชาวบ้านได้ยินดังนั้น จึงพากันรีบวิ่งมาช่วยพร้อมถือมีด ไม้ และอาวุธต่าง ๆ มาด้วยเเต่เมื่อมาถึงก็ไม่พบ หมาป่า เด็กเลี้ยงแกะเห็นชาวบ้านวิ่งกันมาเก้อจึงส่งเสียงหัวเราะอย่างตลกขบขัน ชาวบ้านรู้สึกไม่พอใจแต่เห็น ว่าเป็นเด็กจึงให้อภัย



เด็กเลี้ยงแกะยังคงไม่รู้สึกอะไร เห็นเป็นเรื่องสนุกยังคงหลอกให้ชาวบ้านวิ่งหน้าตาตื่นเหมือนเดิมอีก หลายครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งมีหมาป่ามาไล่กินเเกะจริงๆ คราวนี้เด็กเลี้ยงเเกะ ตะโกนขอความ ช่วยเหลือแต่ไม่มีใครมาช่วยอีกเลยเพราะคิดว่าเด็กเลี้ยงแกะโกหก





นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : คนพูดโกหกจนติดเป็นนิสัยจะไม่มีใครเชื่อคำพูดของคนคนนั้น
ราชสีห์กับหนู




กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีราชสีห์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าใหญ่ ราชสีห์รู้สึกง่วงมากจึงล้มตัวลงนอนพักผ่อนใต้ ต้นไม้ ในขณะที่มันกำลังเคลิ้มหลับอยู่นั้น ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะมีเจ้าหนูตัวหนึ่งปีนขึ้นไปเล่นบนหลังของราชสีห์ ด้วยความไม่รู้ว่าเป็นร่างของเจ้าป่า



ราชสีห์ร้องคำรามด้วยความโกรธ และกล่าวว่า “เจ้าหนู...เจ้าบังอาจมาก ตัวเล็กนิดเดียวกล้าขึ้นมา เล่นบนหลังข้า” แล้วราชสีห์ก็ยกอุ้งเท้าขึ้นตะปบเจ้าหนูไว้ หวังจะฆ่าเจ้าหนูตัวนั้นให้ตาย



แต่เจ้าหนูได้ร้องขอชีวิตและพูดว่า “ท่านเจ้าป่า...โปรดอย่าฆ่าข้าเลย...ข้าน้อยผิดไปแล้วโปรด ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด... ข้าน้อยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ต่อไปจะไม่ทำอีก”



ราชสีห์ได้ฟังเจ้าหนูอ้อนวอนดังนั้น จึงสงสารเลยให้อภัยและปล่อยตัวเจ้าหนูไป เพราะเป็นถึงเจ้าแห่งสัตว์ป่า ไม่อยากรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า



เจ้าหนูจึงกล่าวว่า “บุญคุณที่ท่านไว้ชีวิตข้าครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืมเลย หากมีโอกาสข้า จะต้องช่วยเหลือท่านเป็นการตอบแทน”



“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ราชสีห์หัวเราะเสียงดัง “ตัวกระเปี๊ยกอย่างเจ้าจะช่วยอะไรข้าได้ ไปให้พ้นข้าจะนอน” เจ้าหนู จึงเดินจากไป



หลังจากนั้นไม่นานในเย็นวันหนี่ง ราชสีห์กำลังออกล่าเหยื่อกลับพลาดไปติดกับดักของนายพราน แต่ไม่สามารถดิ้นให้หลุดได้จึงส่งเสียงคำรามลั่นป่า เมื่อเจ้าหนูได้ยินก็จำได้ว่าเป็นของราชสีห์ จึงรีบมาดู



เจ้าหนูกระซิบกับราชสีห์ว่า “อย่ากลัวไปเลยท่าน ข้ามาช่วยแล้ว”
จากนั้นเจ้าหนูก็ใช้ฟันอันแหลมคมกัดเชือกจนขาด และราชสีห์ก็หลุดจากกับดักที่นายพรานทำไว้เป็นอิสระ ราชสีห์กับหนูจึงตกลงจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันและเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การให้อภัยผู้อื่นเป็นผลดีแก่ตัวเอง อย่าดูถูกคนที่ด้อยกว่าเพราะทุกคนต้องช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน และพึ่งพาอาศัยกัน
กระต่ายกับเต่า




กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีกระต่ายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ามันวิ่งได้เร็วมาก จนหลงตัวเองว่าในป่าแห่งนี้ไม่มีใครวิ่งเร็วชนะตนเองได้ วันหนึ่งกระต่ายเดินร้องเพลงมาอย่างสบายใจ และพบกับเต่าเข้า เห็นเต่าคลานต้วมเตี้ยมผ่านหน้าไป กระต่ายจึงพูดกับเต่าว่า



“มัวแต่คลานต้วมเตี้ยมอยู่แบบนี้เมื่อไหร่จะถึงบ้านล่ะ แบบนี้ข้าว่า...ข้าต่อให้เจ้าคลานล่วง หน้าไปก่อนสักครึ่งวันข้าก็วิ่งตามทัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” กระต่ายหัวเราะเยาะเย้ยเจ้าเต่า



“ข้าก็คลานของข้าแบบนี้ของข้ามาตั้งนานแล้ว” เต่ารู้สึกไม่พอใจที่กระต่ายพูดจาแบบนั้นใส่ตน แล้วพูดต่ออีกว่า “กระต่าย หลงตัวเองอย่างเจ้า ไม่เห็นว่าจะเก่งตรงไหนดีแต่โม้ไปวันวัน”



กระต่ายผู้ทะนงในความวิ่งเร็วของตนเองเห็นเต่าพูดจาอย่างนั้น จึงพูดขึ้นว่า



“งั้นแน่จริงกล้าวิ่งแข่งกับข้าไหมล่ะ? เจ้าเต่าต้วมเตี้ยม ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่กล้าล่ะสิ”



เต่าตอบทันควันว่า “ตกลง...เรามาวิ่งแข่งกัน ใครถึงเส้นชัยก่อนคนนั้นชนะ” กระต่ายแทบไม่เชื่อ หูตัวเอง



“เจ้านะเหรอกล้าท้าแข่งกับข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าต่อให้เจ้าก่อนก็ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”



ทันใดนั้นเจ้านกน้อยบินผ่านมาพอดีเต่าและกระต่ายจึงขอให้นกน้อยเป็นกรรมการตัดสินให้ เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น กระต่ายวิ่งออกจากจุดเริ่มต้นด้วยความเร็วสุดฝีเท้านำเต่าไปก่อน พอถึงกลางทางหันกลับไปมองข้างหลังไม่เห็นแม้แต่เงาของเต่า เจ้ากระต่ายจึงนั่งพักที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างทางจนเผลอหลับไป



ส่วนเจ้าเต่ายังคงคลานต้วมเตี้ยมๆอย่างไม่ย่อท้อโดยมีเพื่อนสัตว์ป่าส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ เนื่องจากเพื่อนทุกตัวไม่ชอบนิสัยของเจ้ากระต่ายขี้คุย



เจ้าเต่ายังคงคลานต่อไปจนแซงหน้ากระต่ายที่มัวแต่นอนหลับอยู่ เจ้ากระต่ายสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีเมื่อเจ้าเต่าคลานจะถึงเส้นชัยแล้ว มันรีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วหวังจะไล่ให้ทัน แต่ก็สายไปเสียแล้ว พวกสัตว์ป่าต่างห้อมล้อมเข้าไปแสดงความยินดีกับเต่าตัวแรกที่สามารถเอาชนะกระต่ายได้ในการวิ่งแข่งขัน เป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ความประมาทเป็นบ่อเกิดของความพ่ายแพ้และผิดหวัง ,ความพยายามอยู่ที่ไหนความ สำเร็จอยู่ที่นั่น