กาลครั้งหนึ่ง ณ หมู่บ้านชนบทอันไกลแสนไกล มีครอบครัวเล็กๆอาศัยอยู่ริมเชิงเขา พ่อมีอาชีพเก็บฟืนไปขายที่ตลาดทุกๆเช้า แม่ทำงานบ้าน ส่วนลูกชายอยู่ในวัยหนุ่มเป็นคนเกลียดคล้านไม่ยอมช่วยการงานพ่อแม่ พอถึงเวลาอาหารก็เอะอะโวยวายโมโหหิว พาลปาข้าวของเสียหาย
แม่เคยสอนว่า ” ข้าวก็อยู่ในถัง น้ำก็อยู่ในตุ่ม หม้อก็อยู่ข้างฝา ลูกก็ช่วยแม่หุงหาบ้างสิ “ ไม่มีคำตอบจากลูก แต่ความหิวยังไม่หายไป และความโมโหก็รุนแรงขึ้น จนแม่ต้องผละจากงานมาหุงหาให้ได้ดังใจ
อยู่มาวันหนึ่งขณะที่พ่อไปเก็บฟืนถูกสัตว์ป่าทำร้ายจนเสียชีวิต แล้วแม่ก็ต้องทำงานทุกอย่างแทนพ่อ ทั้งเก็บฟืน และยังต้องทำงานบ้าน
ฝ่ายลูกชายก็ยังไม่สำนึก ยังคงเกลียดคล้าน และใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าไปวันๆ ภาระของแม่นั้นหนักหนานัก และด้วยวัยที่ชราแล้ว จึงล้มป่วย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ฝ่ายลูกชายรู้สึกเสียใจมาก เกิดความสำนึกผิด เขาตื่นแต่เช้าเดินทางไปป่าเก็บฟืนแล้วนำมากองไว้ แล้วก็เดินเข้าป่าไปเก็บฟืนกลับมากองไว้อีกทำอย่างนี้ซ้ำๆ ๆ ๆ จนกองฟืนสูงเท่าภูเขาลูกใหญ่ เพื่อหวังจะทดแทนความเกลียดคล้านที่ผ่านม
แต่ก็ไม่ได้ทำให้แม่ฟื้นขึ้นมาได้ เขาได้แต่เสียใจ ทั้งเหนื่อย ทั้งหิว แต่วันนี้แม่มิอาจฟื้นขึ้นมาหุงข้าวให้เขากินได้อีกแล้ว..
วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553
สองพ่อลูกผู้โง่เขลากับลา
ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีสองพ่อลูกคนโม่แป้งเป็นเจ้าของโรงสีแต่ยากจนมากอยู่ครอบครัวหนึ่ง และปีนี้ด้วย จะเป็นเพราะเคราะห์หามยามร้าย บรรดาลให้ต้องหนักขึ้นมามากกว่าเก่าเข้าไปอีก เพราะเท่าที่ผ่านมาก็ จนแสนที่จะจนอยู่แล้ว และยังมาปีนี้ ด้วย ฝนฟ้าก็ไม่ยอมตกลงมาให้เลยสักนิด พื้นดินจึงเกิดความแห้ง แล้ง และจึงเป็นผลให้ต้นข้าวสาลีที่เมื่อก่อนพอจะมีพวกชาวนานำมาโม่เป็นแป้งนั้นอยู่บ้าง ก็เกิดเหี่ยวเฉาและ ตายเสียจนหมดทุกไร่ไป สองพ่อลูกจึงต้องหนักใจด้วยไม่มีใครนำข้าวสาลีมาสีเป็นแป้งเลยสักเจ้าเดียว ลูกชายได้พูดบอกกับพ่อว่า ' พ่อ ๆ แม้แต่แป้งที่จะมาทำเป็นขนมปังใช้กินกัน ก็หมดแล้วนะ จะทำยังไงดีล่ะ ' พ่อจึงพูดขึ้นว่า ' ต้นสาลีก็ตายหมด ไม่มีใครจะเอามาโม่แล้วด้วย เฮ่อ..กลุ่มใจดีแหละ แต่..เดียวก่อน เรายังมีลาอยู่นี่ไง ไม่มีแป้งโม่ เจ้าลานี่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี เอาลานี่ไปขายแลกเอาเงินมาใช้กินกันดีกว่า '
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว สองพ่อลูกจึงตัดสินใจที่จะนำลาตัวนั้นไปขายเสียที่ในเมือง ชายเจ้าของโรงสีและลูกชาย จูงลาเดินไปตามทางเรื่อย ๆ อากาศก็ร้อน แดดก็เปรี้ยงเสียด้วยวันนั้น สองพ่อลูกเดินจูงลาและเช็ดเหงื่อที่ไหล ย้อยลงมาอย่างไม่ยอมหยุดและเดินทางไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทาง พวกเขาได้พบกับพวกผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังซักผ้ากันอยู่ที่ริมแม่น้ำ ผู้หญิงในกลุ่มนั้นคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า 'ดูนั่นซิ' และยังชี้มือมาทางเจ้าของ โรงสี และลูกชาย ' ช่างโง่ชะมัดเลยทั้งสองคน....เธอว่าไหม ?'
เจ้าของโรงสีเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็นึกโมโหที่เดินอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาว่า ' ว่าโง่ชะมัด ' อย่างนั้น จึงตะโกนถาม ผู้หญิงคนที่พูดขึ้นนั้นว่า ' ทำไมการเดินจูงลาแล้วจะต้องเป็นคนที่โง่ชะมัดอย่างที่หล่อนว่านั้นด้วยเล่า ? ' ผู้หญิงคนนั้นจึงพูดว่า ' ก็ถ้าเป็นคนที่ฉลาด ๆละก็ ก็คงจะไม่ยอมเดินคลุกฝุ่นอย่างนั้นอยู่ได้น่ะสิ ทั้งๆที่คน หนึ่งน่าจะขี่หลังลา นั่งให้สบาย ๆ แต่ไม่ยักกะทำ พวกเราถึงได้ว่า ว่าโง่ชะมัดยังไงเล่า?' ผู้พ่อเมื่อได้ฟัง ดังนั้นก็เห็นด้วยกับผู้หญิงคนที่พูดนั้น เขาจึงบอกกับลูกชายว่า ' ที่ผู้หญิงคนนั้นพูดก็ถูกนะ ลูกขึ้นไปขี่ลาเถิด มา ขึ้นมา' ว่าแล้วเขาก็ช่วยลูกชายให้ขึ้นนั่งบนหลังลา แล้วทั้งสองคนเดินก็ทางกันต่อไป ในไม่ช้า สองพ่อลูก ก็พบหญิงชรานางหนึ่งมือถือไม้เท้า และกำลังจะเดินสวนทางมาทางสองพ่อลูกเข้าอีก
หญิงชรานางนั้นเมื่อเดินสวนมาถึงที่ใกล้ ๆ กับสองพ่อลูก แล้วอยู่ ๆ นางก็ยกไม้เท้าที่ถือมาในมือนั้นขึ้นเคาะไปที่ หัวของลูกชายที่นั่งอยู่บนหลังลาดัง ' ป๊อก ' แล้วพูดอย่างโมโหฉุนเฉียวว่า ' อ้าย คนเนรคุณ ! จอมขี้เกียจ สันหลังยาว อากาศร้อน ๆออกอย่างนี้ แทนที่จะให้พ่อผู้แก่ชรานั่งบนหลังลากับมานั่งเสียเอง ดูสิ ! แกนั่นแหละ ควรเป็นคนเดินไม่ใช่พ่อแก ' ลูกชายตกใจมากที่อยู่ดี ๆก็มาโดนเคาะหัวแล้วยังแถมโดนหญิงชราดุสั่งสอน เอาอย่างนั้นเข้าอีก แต่เขาก็คิดเห็นด้วยกับคำพูดของหญิงชราผู้นั้น ' เอ ที่จริงหญิงชราผู้นั้นก็พูดถูกน่ะพ่อ' ลูกชายว่าแล้วก็กระโดดลงจากหลังลาแล้วเปลี่ยนที่ให้พ่อนั่งบนหลังลาบ้าง แล้วจึงเดินทางต่อไปอีก
เมื่อเดินทางต่อมาได้อีกไม่ไกลนัก ก็ได้พบกับคนเดินทางเดินสวนทางผ่านมา คนเดินทางผู้นั้นมองสองพ่อลูก แล้วพูดเปรย ๆให้ได้ยินทั้ง ๆหัวเราะว่า ' โง่ชะมัดเลยทั้งพ่อทั้งลูก ทั้ง ๆที่ร้อนออกอย่างนี้ มีลาอยู่ทั้งตัว ก็จะมามัวเดินจูงอยู่ทำไมก็ไม่รู้ ก็ขึ้นไปนั่งทั้งสองคนก็หมดเรื่อง ทำไมถึงโง่จริง ๆ เลย ฮ่า ๆๆๆ ' เจ้าของโรงสีและลูกชายก็เห็นด้วยตามที่คนเดินทางผู้นั้นพูดอีกนั่นแหละ ' คนเดินทางผู้นั้นพูดก็ถูกน่ะ' ผู้พ่อ ว่า แล้วเขาก็ช่วยให้ลูกชายขึ้นมานั่งลงที่ข้างหลังของเขา แล้วทั้งสองก็เดินทางต่อ โดยขึ้นขี่หลังลาไปด้วยกัน ทั้งสองคน
พวกเขาเกือบไปถึงเมืองแล้ว แต่ก็ยังได้ไปพบกับผู้ชายที่เป็นชาวนาคนหนึ่งเข้า 'นี่ลาของคุณหรือ' 'ใช่' เจ้าของโรงสี ตอบ 'เราจะเอาไปขายที่ตลาด คุณถามทำไมล่ะ' ชายชาวนาจึงตอบกลับมาว่า ' ก็ในไม่ช้า เจ้าลาที่น่าสงสารนี่ คงหมดแรงลงแน่ ๆ ถ้าต้องแบกคุณสองคนไปตลอดทาง เชื่อสิ ' ชายชาวนาคนนั้นตอบ ' แล้วตอนนั้นใครเขาจะ อยากซื้อมัน จริงไหม เราคิดว่าถ้าพวกท่านจะช่วยแบกมันแทนล่ะก็ น่าจะดีกว่านะ ' เจ้าของโรงสีและลูกชาย มองตากันและเห็นด้วยกับชาวนาคนนั้นที่พูดทักขึ้นทันที
' นี่ก็เป็นความคิดที่ดี' เจ้าของโรงสีเอ่ย แล้วเขาก็หาไม้และเชือกมา ช่วยกันผูกลากับไว้ท่อนไม้ และหามเจ้าลา เข้าไปในเมือง ผู้คนในเมืองไม่เคยเห็นสิ่งที่ตลกเท่านี้มาก่อนเลย 'ดูซิ' ชายคนหนึ่งร้อง 'พวกเขาพยายามหามลา' คนในเมืองพากันหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจนน้ำตาไหล ทีนี้ก็ถึงตาเจ้าลาบ้างแล้ว ลาไม่ว่าอะไรหรอกที่ต้องถูก หามแบบนี้ แต่มันไม่ชอบให้ใครมาหัวเราะเยาะ ดังนั้นมันจึงพยศขึ้น คือมันทั้งดิ้นสะบัดตัวและทั้งเตะทั้งถีบ จนในที่สุดเชือกก็เลยขาดออก แล้วบังเอิญตรงนั้นเป็นสะพานข้ามคลองเข้าพอดี ลาเลยตกลงไปในน้ำและจมหายไปในน้ำนั้นทันที เจ้าของโรงสีและลูกชายจึงจำต้องเดินหน้าเศร้ามือปล่าว กลับบ้านอย่างช่วยไม่ได้ และต้องเสียลาไปโดยปล่าวประโยชน์ ' พ่อไม่น่าพยายามจะทำให้ถูกใจทุกคนเลย' เขาบอกและถอนใจใหญ่ 'ในที่สุดก็ลงเอยว่า พ่อทำไม่ถูกใจใครสักคน พ่อว่าตอนนี้พ่อเองแหละที่โง่เหมือนลา'
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
๐ ไม่รู้จักที่จะใช้มันสมองและความคิดของตัวเอง มัวแต่อาศัยและทำตาม ความคิดของชาวบ้าน สักวันหนึ่งก็จะต้องพบกับความเสียหาย อย่างสองพ่อลูกเข้าจนได้สักวัน
ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีสองพ่อลูกคนโม่แป้งเป็นเจ้าของโรงสีแต่ยากจนมากอยู่ครอบครัวหนึ่ง และปีนี้ด้วย จะเป็นเพราะเคราะห์หามยามร้าย บรรดาลให้ต้องหนักขึ้นมามากกว่าเก่าเข้าไปอีก เพราะเท่าที่ผ่านมาก็ จนแสนที่จะจนอยู่แล้ว และยังมาปีนี้ ด้วย ฝนฟ้าก็ไม่ยอมตกลงมาให้เลยสักนิด พื้นดินจึงเกิดความแห้ง แล้ง และจึงเป็นผลให้ต้นข้าวสาลีที่เมื่อก่อนพอจะมีพวกชาวนานำมาโม่เป็นแป้งนั้นอยู่บ้าง ก็เกิดเหี่ยวเฉาและ ตายเสียจนหมดทุกไร่ไป สองพ่อลูกจึงต้องหนักใจด้วยไม่มีใครนำข้าวสาลีมาสีเป็นแป้งเลยสักเจ้าเดียว ลูกชายได้พูดบอกกับพ่อว่า ' พ่อ ๆ แม้แต่แป้งที่จะมาทำเป็นขนมปังใช้กินกัน ก็หมดแล้วนะ จะทำยังไงดีล่ะ ' พ่อจึงพูดขึ้นว่า ' ต้นสาลีก็ตายหมด ไม่มีใครจะเอามาโม่แล้วด้วย เฮ่อ..กลุ่มใจดีแหละ แต่..เดียวก่อน เรายังมีลาอยู่นี่ไง ไม่มีแป้งโม่ เจ้าลานี่ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมี เอาลานี่ไปขายแลกเอาเงินมาใช้กินกันดีกว่า '
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว สองพ่อลูกจึงตัดสินใจที่จะนำลาตัวนั้นไปขายเสียที่ในเมือง ชายเจ้าของโรงสีและลูกชาย จูงลาเดินไปตามทางเรื่อย ๆ อากาศก็ร้อน แดดก็เปรี้ยงเสียด้วยวันนั้น สองพ่อลูกเดินจูงลาและเช็ดเหงื่อที่ไหล ย้อยลงมาอย่างไม่ยอมหยุดและเดินทางไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทาง พวกเขาได้พบกับพวกผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังซักผ้ากันอยู่ที่ริมแม่น้ำ ผู้หญิงในกลุ่มนั้นคนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า 'ดูนั่นซิ' และยังชี้มือมาทางเจ้าของ โรงสี และลูกชาย ' ช่างโง่ชะมัดเลยทั้งสองคน....เธอว่าไหม ?'
เจ้าของโรงสีเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็นึกโมโหที่เดินอยู่ดี ๆ ก็มีคนมาว่า ' ว่าโง่ชะมัด ' อย่างนั้น จึงตะโกนถาม ผู้หญิงคนที่พูดขึ้นนั้นว่า ' ทำไมการเดินจูงลาแล้วจะต้องเป็นคนที่โง่ชะมัดอย่างที่หล่อนว่านั้นด้วยเล่า ? ' ผู้หญิงคนนั้นจึงพูดว่า ' ก็ถ้าเป็นคนที่ฉลาด ๆละก็ ก็คงจะไม่ยอมเดินคลุกฝุ่นอย่างนั้นอยู่ได้น่ะสิ ทั้งๆที่คน หนึ่งน่าจะขี่หลังลา นั่งให้สบาย ๆ แต่ไม่ยักกะทำ พวกเราถึงได้ว่า ว่าโง่ชะมัดยังไงเล่า?' ผู้พ่อเมื่อได้ฟัง ดังนั้นก็เห็นด้วยกับผู้หญิงคนที่พูดนั้น เขาจึงบอกกับลูกชายว่า ' ที่ผู้หญิงคนนั้นพูดก็ถูกนะ ลูกขึ้นไปขี่ลาเถิด มา ขึ้นมา' ว่าแล้วเขาก็ช่วยลูกชายให้ขึ้นนั่งบนหลังลา แล้วทั้งสองคนเดินก็ทางกันต่อไป ในไม่ช้า สองพ่อลูก ก็พบหญิงชรานางหนึ่งมือถือไม้เท้า และกำลังจะเดินสวนทางมาทางสองพ่อลูกเข้าอีก
หญิงชรานางนั้นเมื่อเดินสวนมาถึงที่ใกล้ ๆ กับสองพ่อลูก แล้วอยู่ ๆ นางก็ยกไม้เท้าที่ถือมาในมือนั้นขึ้นเคาะไปที่ หัวของลูกชายที่นั่งอยู่บนหลังลาดัง ' ป๊อก ' แล้วพูดอย่างโมโหฉุนเฉียวว่า ' อ้าย คนเนรคุณ ! จอมขี้เกียจ สันหลังยาว อากาศร้อน ๆออกอย่างนี้ แทนที่จะให้พ่อผู้แก่ชรานั่งบนหลังลากับมานั่งเสียเอง ดูสิ ! แกนั่นแหละ ควรเป็นคนเดินไม่ใช่พ่อแก ' ลูกชายตกใจมากที่อยู่ดี ๆก็มาโดนเคาะหัวแล้วยังแถมโดนหญิงชราดุสั่งสอน เอาอย่างนั้นเข้าอีก แต่เขาก็คิดเห็นด้วยกับคำพูดของหญิงชราผู้นั้น ' เอ ที่จริงหญิงชราผู้นั้นก็พูดถูกน่ะพ่อ' ลูกชายว่าแล้วก็กระโดดลงจากหลังลาแล้วเปลี่ยนที่ให้พ่อนั่งบนหลังลาบ้าง แล้วจึงเดินทางต่อไปอีก
เมื่อเดินทางต่อมาได้อีกไม่ไกลนัก ก็ได้พบกับคนเดินทางเดินสวนทางผ่านมา คนเดินทางผู้นั้นมองสองพ่อลูก แล้วพูดเปรย ๆให้ได้ยินทั้ง ๆหัวเราะว่า ' โง่ชะมัดเลยทั้งพ่อทั้งลูก ทั้ง ๆที่ร้อนออกอย่างนี้ มีลาอยู่ทั้งตัว ก็จะมามัวเดินจูงอยู่ทำไมก็ไม่รู้ ก็ขึ้นไปนั่งทั้งสองคนก็หมดเรื่อง ทำไมถึงโง่จริง ๆ เลย ฮ่า ๆๆๆ ' เจ้าของโรงสีและลูกชายก็เห็นด้วยตามที่คนเดินทางผู้นั้นพูดอีกนั่นแหละ ' คนเดินทางผู้นั้นพูดก็ถูกน่ะ' ผู้พ่อ ว่า แล้วเขาก็ช่วยให้ลูกชายขึ้นมานั่งลงที่ข้างหลังของเขา แล้วทั้งสองก็เดินทางต่อ โดยขึ้นขี่หลังลาไปด้วยกัน ทั้งสองคน
พวกเขาเกือบไปถึงเมืองแล้ว แต่ก็ยังได้ไปพบกับผู้ชายที่เป็นชาวนาคนหนึ่งเข้า 'นี่ลาของคุณหรือ' 'ใช่' เจ้าของโรงสี ตอบ 'เราจะเอาไปขายที่ตลาด คุณถามทำไมล่ะ' ชายชาวนาจึงตอบกลับมาว่า ' ก็ในไม่ช้า เจ้าลาที่น่าสงสารนี่ คงหมดแรงลงแน่ ๆ ถ้าต้องแบกคุณสองคนไปตลอดทาง เชื่อสิ ' ชายชาวนาคนนั้นตอบ ' แล้วตอนนั้นใครเขาจะ อยากซื้อมัน จริงไหม เราคิดว่าถ้าพวกท่านจะช่วยแบกมันแทนล่ะก็ น่าจะดีกว่านะ ' เจ้าของโรงสีและลูกชาย มองตากันและเห็นด้วยกับชาวนาคนนั้นที่พูดทักขึ้นทันที
' นี่ก็เป็นความคิดที่ดี' เจ้าของโรงสีเอ่ย แล้วเขาก็หาไม้และเชือกมา ช่วยกันผูกลากับไว้ท่อนไม้ และหามเจ้าลา เข้าไปในเมือง ผู้คนในเมืองไม่เคยเห็นสิ่งที่ตลกเท่านี้มาก่อนเลย 'ดูซิ' ชายคนหนึ่งร้อง 'พวกเขาพยายามหามลา' คนในเมืองพากันหัวเราะท้องคัดท้องแข็งจนน้ำตาไหล ทีนี้ก็ถึงตาเจ้าลาบ้างแล้ว ลาไม่ว่าอะไรหรอกที่ต้องถูก หามแบบนี้ แต่มันไม่ชอบให้ใครมาหัวเราะเยาะ ดังนั้นมันจึงพยศขึ้น คือมันทั้งดิ้นสะบัดตัวและทั้งเตะทั้งถีบ จนในที่สุดเชือกก็เลยขาดออก แล้วบังเอิญตรงนั้นเป็นสะพานข้ามคลองเข้าพอดี ลาเลยตกลงไปในน้ำและจมหายไปในน้ำนั้นทันที เจ้าของโรงสีและลูกชายจึงจำต้องเดินหน้าเศร้ามือปล่าว กลับบ้านอย่างช่วยไม่ได้ และต้องเสียลาไปโดยปล่าวประโยชน์ ' พ่อไม่น่าพยายามจะทำให้ถูกใจทุกคนเลย' เขาบอกและถอนใจใหญ่ 'ในที่สุดก็ลงเอยว่า พ่อทำไม่ถูกใจใครสักคน พ่อว่าตอนนี้พ่อเองแหละที่โง่เหมือนลา'
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
๐ ไม่รู้จักที่จะใช้มันสมองและความคิดของตัวเอง มัวแต่อาศัยและทำตาม ความคิดของชาวบ้าน สักวันหนึ่งก็จะต้องพบกับความเสียหาย อย่างสองพ่อลูกเข้าจนได้สักวัน
แม่กบกับวัว
ณ บึงแห่งหนึ่งมีแม่กบขี้อิจฉาอยู่ตัวหนึ่ง จะมีนิสัยที่เห็นใครดีกว่าตนแล้วก็จะรู้สึกไม่ชอบใจ จะต้องหา ทางข่มว่าตนนั้นเหนือกว่าอยู่เสมอเลยทีเดียว ลูกๆของกบก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ของตนเป็นเช่นนั้นได้ อย่างไร...แต่ด้วยนิสัยที่ยังเป็นเด็กอยู่ก็มักจะตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ อยู่มาวันหนึ่งลูกๆ ของกบตัวนั้นได้หนี ไปแอบนอนเล่นอยู่ที่บึงแห่งหนึ่งที่ไกลออกไป แล้วพวกมันก็ได้เห็นวัวตัวหนึ่งมากินน้ำอยู่ที่ใกล้ๆกับบึงที่ พวกตนได้แอบมานอนเล่นอยู่บึงนั้น พวกลูกกบรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะเกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้เห็นสัตว์ ที่ ตัวใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตของมัน..พวกลูกกบด้วยความตื่นเต้นจึงรีบกลับไปหาแม่...และรีบเล่า เรื่องราว ที่พวกตนได้เห็นมานั้นให้ฟังอย่างตื่นเต้นด้วยสุดที่จะระงับได้...
มันรีบเล่าอย่างตื่นเต้นถึงสัตว์ประหลาดตัวนั้นว่า ' แม่ ๆเมื่อตะกี้นี้นะ...ที่บึงฝั่งโน้นน่ะ มีสัตว์อะไรก็ ไม่รู้ ตัวใหญ่เบ้อเริ่มเลยหละ...ตัวใหญ่มาก...ใหญ่จริง ๆ...ฮะ ฮะ ฮะ ' แม่กบเมื่อมันเห็นลูก ๆตื่นเต้น แบบสุด ๆอย่างนั้น ก็ให้เป็นรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเป็นอย่างมาก จึงบอกกับลูกว่า ' นี่ นี่ลูก ไม่มีสัตว์ตัว ไหนที่จะใหญ่ไปกว่าท้องที่เป่าจนพองของแม่ไปได้หรอกเชื่อสิ...ลูกเอ๋ย '
บอกลูกแล้ว แม่กบก็เบ่งท้องของมันจนป่องกลมแล้วตะโกนถามลูกว่า ' ดูแม่นี่ ตัวแม่ใหญ่เท่ากับสัตว์ ที่พวกเจ้าเห็นมาเหมือนกัน? ' ลูกกบทำมือเปรียบเทียบแล้วบอกกับแม่ว่า ' แม่เอาอะไรมาพูดจ๊ะ...ตัว แม่ทั้งตัวยังเล็กกว่าเท้าของมันเลย ' แม่กบจึงโกรธและด้วยแรงอิจฉามันยิ่งพยายามเบ่งท้องของมัน ให้ใหญ่ขึ้นไปอีก...ใหญ่ขึ้น ๆๆ...แล้วถามพวกลูก ๆขึ้นอีกว่า ' นี่ล่ะ เท่านี้ล่ะ ใหญ่เท่าหรือยัง? ' แต่พวกลูก ๆก็ยังตอบว่า 'ยังเลยแม่...ใหญ่กว่านี้อีก
แม่กบเมื่อได้ยินลูกบอกว่า ยังไม่ใหญ่เท่าที่เห็นพอ มันจึงรวบรวมพลังเข้าไปอีกเป็นครั้งสุดท้าย แล้งเบ่งท้องของมันอย่างสุดกำลังเกิดเลยทีเดียว...เรียกว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่มันได้พองลมครั้งที่ ใหญ่ที่สุดในชีวิตของมันก็ว่าได้' โอบ โอบ...นี่ล่ะเป็นไง?ใหญ่กว่าแล้วใช่ไหม? ' ลูกกบก็ยังส่ายหัว ตอบว่า ' แม่จ๋าเปลืองแรงปล่าว ๆ ยังไง ๆก็เล็กกว่าจ๊ะ ' แม่กบหน้าเขียวและคิดไม่ยอมแพ้แต่ท้องที่ พองจนเต็มที่นั้นไม่สามารถที่จะขยายต่อไปได้อีกแล้ว จึงแตกดังโพ๊ละ ลูกกบก็ส่ายหัวและพูดตามประสา ซื่อว่า 'แหวะ..ท้องแม่นอกจากจะไม่ใหญ่แล้ว ยังแตกเป็นรู น่าเกลียดจัง พวกเราปล่อยแม่ให้แกเบ่งของ แกต่อไปอย่างนั้นเถอะ' แล้วลูกกบก็พากันชวนพี่ๆน้องๆไปแหวกว่ายน้ำ ในบึงกันต่อไป....
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
๐ ความสามัคคีกลมเกลียว จะทำให้เกิดพลังอันแข็งแกร่งยากแก่การทำลาย
ณ บึงแห่งหนึ่งมีแม่กบขี้อิจฉาอยู่ตัวหนึ่ง จะมีนิสัยที่เห็นใครดีกว่าตนแล้วก็จะรู้สึกไม่ชอบใจ จะต้องหา ทางข่มว่าตนนั้นเหนือกว่าอยู่เสมอเลยทีเดียว ลูกๆของกบก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ของตนเป็นเช่นนั้นได้ อย่างไร...แต่ด้วยนิสัยที่ยังเป็นเด็กอยู่ก็มักจะตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ๆ อยู่มาวันหนึ่งลูกๆ ของกบตัวนั้นได้หนี ไปแอบนอนเล่นอยู่ที่บึงแห่งหนึ่งที่ไกลออกไป แล้วพวกมันก็ได้เห็นวัวตัวหนึ่งมากินน้ำอยู่ที่ใกล้ๆกับบึงที่ พวกตนได้แอบมานอนเล่นอยู่บึงนั้น พวกลูกกบรู้สึกตื่นเต้นมากเพราะเกิดมาก็เพิ่งจะเคยได้เห็นสัตว์ ที่ ตัวใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตของมัน..พวกลูกกบด้วยความตื่นเต้นจึงรีบกลับไปหาแม่...และรีบเล่า เรื่องราว ที่พวกตนได้เห็นมานั้นให้ฟังอย่างตื่นเต้นด้วยสุดที่จะระงับได้...
มันรีบเล่าอย่างตื่นเต้นถึงสัตว์ประหลาดตัวนั้นว่า ' แม่ ๆเมื่อตะกี้นี้นะ...ที่บึงฝั่งโน้นน่ะ มีสัตว์อะไรก็ ไม่รู้ ตัวใหญ่เบ้อเริ่มเลยหละ...ตัวใหญ่มาก...ใหญ่จริง ๆ...ฮะ ฮะ ฮะ ' แม่กบเมื่อมันเห็นลูก ๆตื่นเต้น แบบสุด ๆอย่างนั้น ก็ให้เป็นรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเป็นอย่างมาก จึงบอกกับลูกว่า ' นี่ นี่ลูก ไม่มีสัตว์ตัว ไหนที่จะใหญ่ไปกว่าท้องที่เป่าจนพองของแม่ไปได้หรอกเชื่อสิ...ลูกเอ๋ย '
บอกลูกแล้ว แม่กบก็เบ่งท้องของมันจนป่องกลมแล้วตะโกนถามลูกว่า ' ดูแม่นี่ ตัวแม่ใหญ่เท่ากับสัตว์ ที่พวกเจ้าเห็นมาเหมือนกัน? ' ลูกกบทำมือเปรียบเทียบแล้วบอกกับแม่ว่า ' แม่เอาอะไรมาพูดจ๊ะ...ตัว แม่ทั้งตัวยังเล็กกว่าเท้าของมันเลย ' แม่กบจึงโกรธและด้วยแรงอิจฉามันยิ่งพยายามเบ่งท้องของมัน ให้ใหญ่ขึ้นไปอีก...ใหญ่ขึ้น ๆๆ...แล้วถามพวกลูก ๆขึ้นอีกว่า ' นี่ล่ะ เท่านี้ล่ะ ใหญ่เท่าหรือยัง? ' แต่พวกลูก ๆก็ยังตอบว่า 'ยังเลยแม่...ใหญ่กว่านี้อีก
แม่กบเมื่อได้ยินลูกบอกว่า ยังไม่ใหญ่เท่าที่เห็นพอ มันจึงรวบรวมพลังเข้าไปอีกเป็นครั้งสุดท้าย แล้งเบ่งท้องของมันอย่างสุดกำลังเกิดเลยทีเดียว...เรียกว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่มันได้พองลมครั้งที่ ใหญ่ที่สุดในชีวิตของมันก็ว่าได้' โอบ โอบ...นี่ล่ะเป็นไง?ใหญ่กว่าแล้วใช่ไหม? ' ลูกกบก็ยังส่ายหัว ตอบว่า ' แม่จ๋าเปลืองแรงปล่าว ๆ ยังไง ๆก็เล็กกว่าจ๊ะ ' แม่กบหน้าเขียวและคิดไม่ยอมแพ้แต่ท้องที่ พองจนเต็มที่นั้นไม่สามารถที่จะขยายต่อไปได้อีกแล้ว จึงแตกดังโพ๊ละ ลูกกบก็ส่ายหัวและพูดตามประสา ซื่อว่า 'แหวะ..ท้องแม่นอกจากจะไม่ใหญ่แล้ว ยังแตกเป็นรู น่าเกลียดจัง พวกเราปล่อยแม่ให้แกเบ่งของ แกต่อไปอย่างนั้นเถอะ' แล้วลูกกบก็พากันชวนพี่ๆน้องๆไปแหวกว่ายน้ำ ในบึงกันต่อไป....
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
๐ ความสามัคคีกลมเกลียว จะทำให้เกิดพลังอันแข็งแกร่งยากแก่การทำลาย
กบเลือกนาย
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...มีกบฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่งอย่างอิสระเสรี และมีความสุข ไม่มีใครบังคับเคี่ยวเข็ญ กิน นอน เล่น ไปวันวัน ทำให้รู้สึกว่าพวกตนช่างมีความสุขสบายเหลือเกิน
ต่อมาวันหนึ่งพวกกบได้มานั่งล้อมวงคุยกัน ต่างปรึกษากันว่าการอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ น่าจะมีหัวหน้า หรือ พระราชาปกครองพวกเราสักคน นอกจากจะทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วยังช่วยคุ้มครองอันตราย ให้กับพวกกบได้อีกด้วย กบทั้งหลายต่างมีความเห็นตรงกันจึงพากันไปขอหาเทวดาขอพรให้เทวดาช่วยส่งหัวหน้า หรือพระราชามาให้
เทวดารู้ว่าพวกกบสุขสบายกันจนเคยตัวก็เลยนึกอยากมีหัวหน้าไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดจริงจังอะไร จึงเสกท่อนซุงให้หล่นจากฟ้าตกลงสู่หนองน้ำเสียงดังโครมใหญ่ พวกกบพากันตกใจกลัวรีบดำหนีไปหลบก้นสระ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงพากันโผล่ขึ้นมา
พวกกบทั้งหลายได้เห็นซุงท่อนใหญ่ก็รู้ว่าเป็นพระราชาที่เทวดาประทานมาให้ ต่างพากันดีใจและให้ความเคารพท่อนซุงนั้น
ต่อมาไม่นานมีกบตัวหนึ่งใจกล้ากระโดดขึ้นไปเกาะบนท่อนซุงใหญ่ กบตัวอื่นๆเห็นว่าพระราชาของตนไม่ว่า อะไรก็พากันกระโดดตามขึ้นไปบ้าง
“พระราชาของเราองค์นี้ท่านก็ใจดีอยู่หรอก แต่อ่อนแอไม่เอาไหน วัน ๆ ได้แต่ ลอยไป ลอยมา...น่าเบื่อ” กบตัวหนึ่งกล่าวอย่างหมดความยำเกรง
“พวกเราน่าจะไปร้องขอพระราชาองค์ใหม่ที่เข้มแข็งกว่านี้มาปกครองพวกเราดีกว่า” กบอีกตัวพูด
พวกกบจึงพากันไปร้องขอต่อเทวดา เทวดาเห็นว่าพวกกบทำแบบนั้น จึงโกรธพวกกบที่ไม่รู้จักพอใจ ในความเป็นอยู่ที่แสนสุขสบายของตน คราวนี้เลยส่งนกกระสาไปแทนท่อนซุง เมื่อนกกระสาลงไปก็จับพวกกบกิน เป็นอาหาร ตัวแล้วตัวเล่า พวกกบหายไปทีละตัวทีละตัว เมื่อได้รับความเดือดร้อนพวกกบ ที่เหลืออยู่จึงพากัน ขอพระราชาองค์ใหม่จากเทวดาอีกครั้ง
“เมื่อเจ้าไม่พอใจสภาพความเป็นอยู่เดิมของตัวเอง ก็จงทนอยู่กับสภาพที่พวกเจ้าร้องขอไปเถอะ... ”เทพเจ้าตวาดเสียงดังลงมาจากฟากฟ้า
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :เราควรพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่...การไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี เที่ยวร้องขอในสิ่งที่ต้องการไม่รู้จักจบสิ้น ย่อมเกิดผลร้ายตามมา
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...มีกบฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่งอย่างอิสระเสรี และมีความสุข ไม่มีใครบังคับเคี่ยวเข็ญ กิน นอน เล่น ไปวันวัน ทำให้รู้สึกว่าพวกตนช่างมีความสุขสบายเหลือเกิน
ต่อมาวันหนึ่งพวกกบได้มานั่งล้อมวงคุยกัน ต่างปรึกษากันว่าการอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ น่าจะมีหัวหน้า หรือ พระราชาปกครองพวกเราสักคน นอกจากจะทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วยังช่วยคุ้มครองอันตราย ให้กับพวกกบได้อีกด้วย กบทั้งหลายต่างมีความเห็นตรงกันจึงพากันไปขอหาเทวดาขอพรให้เทวดาช่วยส่งหัวหน้า หรือพระราชามาให้
เทวดารู้ว่าพวกกบสุขสบายกันจนเคยตัวก็เลยนึกอยากมีหัวหน้าไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้คิดจริงจังอะไร จึงเสกท่อนซุงให้หล่นจากฟ้าตกลงสู่หนองน้ำเสียงดังโครมใหญ่ พวกกบพากันตกใจกลัวรีบดำหนีไปหลบก้นสระ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงพากันโผล่ขึ้นมา
พวกกบทั้งหลายได้เห็นซุงท่อนใหญ่ก็รู้ว่าเป็นพระราชาที่เทวดาประทานมาให้ ต่างพากันดีใจและให้ความเคารพท่อนซุงนั้น
ต่อมาไม่นานมีกบตัวหนึ่งใจกล้ากระโดดขึ้นไปเกาะบนท่อนซุงใหญ่ กบตัวอื่นๆเห็นว่าพระราชาของตนไม่ว่า อะไรก็พากันกระโดดตามขึ้นไปบ้าง
“พระราชาของเราองค์นี้ท่านก็ใจดีอยู่หรอก แต่อ่อนแอไม่เอาไหน วัน ๆ ได้แต่ ลอยไป ลอยมา...น่าเบื่อ” กบตัวหนึ่งกล่าวอย่างหมดความยำเกรง
“พวกเราน่าจะไปร้องขอพระราชาองค์ใหม่ที่เข้มแข็งกว่านี้มาปกครองพวกเราดีกว่า” กบอีกตัวพูด
พวกกบจึงพากันไปร้องขอต่อเทวดา เทวดาเห็นว่าพวกกบทำแบบนั้น จึงโกรธพวกกบที่ไม่รู้จักพอใจ ในความเป็นอยู่ที่แสนสุขสบายของตน คราวนี้เลยส่งนกกระสาไปแทนท่อนซุง เมื่อนกกระสาลงไปก็จับพวกกบกิน เป็นอาหาร ตัวแล้วตัวเล่า พวกกบหายไปทีละตัวทีละตัว เมื่อได้รับความเดือดร้อนพวกกบ ที่เหลืออยู่จึงพากัน ขอพระราชาองค์ใหม่จากเทวดาอีกครั้ง
“เมื่อเจ้าไม่พอใจสภาพความเป็นอยู่เดิมของตัวเอง ก็จงทนอยู่กับสภาพที่พวกเจ้าร้องขอไปเถอะ... ”เทพเจ้าตวาดเสียงดังลงมาจากฟากฟ้า
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :เราควรพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่...การไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี เที่ยวร้องขอในสิ่งที่ต้องการไม่รู้จักจบสิ้น ย่อมเกิดผลร้ายตามมา
เด็กเลี้ยงแกะ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งมีนิสัยเกเร ชอบพูดโกหก วันหนึ่งหลังจากต้อนฝูงแกะ ออกไปกินหญ้าบริเวณเชิงเขาแล้ว เกิดนึกสนุกอยากหาเรื่องแกล้งชาวบ้านเล่น จึงเดินกลับมาที่หมูบ้าน เมื่อใกล้จะ ถึงจึงแกล้งวิ่งหน้าตื่น ร้องตะโกนเสียงดัง “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย ฝูงหมาป่าจะมาจับแกะไปกินหมดแล้ว”
เมื่อชาวบ้านได้ยินดังนั้น จึงพากันรีบวิ่งมาช่วยพร้อมถือมีด ไม้ และอาวุธต่าง ๆ มาด้วยเเต่เมื่อมาถึงก็ไม่พบ หมาป่า เด็กเลี้ยงแกะเห็นชาวบ้านวิ่งกันมาเก้อจึงส่งเสียงหัวเราะอย่างตลกขบขัน ชาวบ้านรู้สึกไม่พอใจแต่เห็น ว่าเป็นเด็กจึงให้อภัย
เด็กเลี้ยงแกะยังคงไม่รู้สึกอะไร เห็นเป็นเรื่องสนุกยังคงหลอกให้ชาวบ้านวิ่งหน้าตาตื่นเหมือนเดิมอีก หลายครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งมีหมาป่ามาไล่กินเเกะจริงๆ คราวนี้เด็กเลี้ยงเเกะ ตะโกนขอความ ช่วยเหลือแต่ไม่มีใครมาช่วยอีกเลยเพราะคิดว่าเด็กเลี้ยงแกะโกหก
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : คนพูดโกหกจนติดเป็นนิสัยจะไม่มีใครเชื่อคำพูดของคนคนนั้น
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งมีนิสัยเกเร ชอบพูดโกหก วันหนึ่งหลังจากต้อนฝูงแกะ ออกไปกินหญ้าบริเวณเชิงเขาแล้ว เกิดนึกสนุกอยากหาเรื่องแกล้งชาวบ้านเล่น จึงเดินกลับมาที่หมูบ้าน เมื่อใกล้จะ ถึงจึงแกล้งวิ่งหน้าตื่น ร้องตะโกนเสียงดัง “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย ฝูงหมาป่าจะมาจับแกะไปกินหมดแล้ว”
เมื่อชาวบ้านได้ยินดังนั้น จึงพากันรีบวิ่งมาช่วยพร้อมถือมีด ไม้ และอาวุธต่าง ๆ มาด้วยเเต่เมื่อมาถึงก็ไม่พบ หมาป่า เด็กเลี้ยงแกะเห็นชาวบ้านวิ่งกันมาเก้อจึงส่งเสียงหัวเราะอย่างตลกขบขัน ชาวบ้านรู้สึกไม่พอใจแต่เห็น ว่าเป็นเด็กจึงให้อภัย
เด็กเลี้ยงแกะยังคงไม่รู้สึกอะไร เห็นเป็นเรื่องสนุกยังคงหลอกให้ชาวบ้านวิ่งหน้าตาตื่นเหมือนเดิมอีก หลายครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งมีหมาป่ามาไล่กินเเกะจริงๆ คราวนี้เด็กเลี้ยงเเกะ ตะโกนขอความ ช่วยเหลือแต่ไม่มีใครมาช่วยอีกเลยเพราะคิดว่าเด็กเลี้ยงแกะโกหก
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : คนพูดโกหกจนติดเป็นนิสัยจะไม่มีใครเชื่อคำพูดของคนคนนั้น
ราชสีห์กับหนู
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีราชสีห์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าใหญ่ ราชสีห์รู้สึกง่วงมากจึงล้มตัวลงนอนพักผ่อนใต้ ต้นไม้ ในขณะที่มันกำลังเคลิ้มหลับอยู่นั้น ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะมีเจ้าหนูตัวหนึ่งปีนขึ้นไปเล่นบนหลังของราชสีห์ ด้วยความไม่รู้ว่าเป็นร่างของเจ้าป่า
ราชสีห์ร้องคำรามด้วยความโกรธ และกล่าวว่า “เจ้าหนู...เจ้าบังอาจมาก ตัวเล็กนิดเดียวกล้าขึ้นมา เล่นบนหลังข้า” แล้วราชสีห์ก็ยกอุ้งเท้าขึ้นตะปบเจ้าหนูไว้ หวังจะฆ่าเจ้าหนูตัวนั้นให้ตาย
แต่เจ้าหนูได้ร้องขอชีวิตและพูดว่า “ท่านเจ้าป่า...โปรดอย่าฆ่าข้าเลย...ข้าน้อยผิดไปแล้วโปรด ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด... ข้าน้อยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ต่อไปจะไม่ทำอีก”
ราชสีห์ได้ฟังเจ้าหนูอ้อนวอนดังนั้น จึงสงสารเลยให้อภัยและปล่อยตัวเจ้าหนูไป เพราะเป็นถึงเจ้าแห่งสัตว์ป่า ไม่อยากรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า
เจ้าหนูจึงกล่าวว่า “บุญคุณที่ท่านไว้ชีวิตข้าครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืมเลย หากมีโอกาสข้า จะต้องช่วยเหลือท่านเป็นการตอบแทน”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ราชสีห์หัวเราะเสียงดัง “ตัวกระเปี๊ยกอย่างเจ้าจะช่วยอะไรข้าได้ ไปให้พ้นข้าจะนอน” เจ้าหนู จึงเดินจากไป
หลังจากนั้นไม่นานในเย็นวันหนี่ง ราชสีห์กำลังออกล่าเหยื่อกลับพลาดไปติดกับดักของนายพราน แต่ไม่สามารถดิ้นให้หลุดได้จึงส่งเสียงคำรามลั่นป่า เมื่อเจ้าหนูได้ยินก็จำได้ว่าเป็นของราชสีห์ จึงรีบมาดู
เจ้าหนูกระซิบกับราชสีห์ว่า “อย่ากลัวไปเลยท่าน ข้ามาช่วยแล้ว”
จากนั้นเจ้าหนูก็ใช้ฟันอันแหลมคมกัดเชือกจนขาด และราชสีห์ก็หลุดจากกับดักที่นายพรานทำไว้เป็นอิสระ ราชสีห์กับหนูจึงตกลงจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันและเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การให้อภัยผู้อื่นเป็นผลดีแก่ตัวเอง อย่าดูถูกคนที่ด้อยกว่าเพราะทุกคนต้องช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน และพึ่งพาอาศัยกัน
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีราชสีห์ตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่าใหญ่ ราชสีห์รู้สึกง่วงมากจึงล้มตัวลงนอนพักผ่อนใต้ ต้นไม้ ในขณะที่มันกำลังเคลิ้มหลับอยู่นั้น ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะมีเจ้าหนูตัวหนึ่งปีนขึ้นไปเล่นบนหลังของราชสีห์ ด้วยความไม่รู้ว่าเป็นร่างของเจ้าป่า
ราชสีห์ร้องคำรามด้วยความโกรธ และกล่าวว่า “เจ้าหนู...เจ้าบังอาจมาก ตัวเล็กนิดเดียวกล้าขึ้นมา เล่นบนหลังข้า” แล้วราชสีห์ก็ยกอุ้งเท้าขึ้นตะปบเจ้าหนูไว้ หวังจะฆ่าเจ้าหนูตัวนั้นให้ตาย
แต่เจ้าหนูได้ร้องขอชีวิตและพูดว่า “ท่านเจ้าป่า...โปรดอย่าฆ่าข้าเลย...ข้าน้อยผิดไปแล้วโปรด ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด... ข้าน้อยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ต่อไปจะไม่ทำอีก”
ราชสีห์ได้ฟังเจ้าหนูอ้อนวอนดังนั้น จึงสงสารเลยให้อภัยและปล่อยตัวเจ้าหนูไป เพราะเป็นถึงเจ้าแห่งสัตว์ป่า ไม่อยากรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า
เจ้าหนูจึงกล่าวว่า “บุญคุณที่ท่านไว้ชีวิตข้าครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืมเลย หากมีโอกาสข้า จะต้องช่วยเหลือท่านเป็นการตอบแทน”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ราชสีห์หัวเราะเสียงดัง “ตัวกระเปี๊ยกอย่างเจ้าจะช่วยอะไรข้าได้ ไปให้พ้นข้าจะนอน” เจ้าหนู จึงเดินจากไป
หลังจากนั้นไม่นานในเย็นวันหนี่ง ราชสีห์กำลังออกล่าเหยื่อกลับพลาดไปติดกับดักของนายพราน แต่ไม่สามารถดิ้นให้หลุดได้จึงส่งเสียงคำรามลั่นป่า เมื่อเจ้าหนูได้ยินก็จำได้ว่าเป็นของราชสีห์ จึงรีบมาดู
เจ้าหนูกระซิบกับราชสีห์ว่า “อย่ากลัวไปเลยท่าน ข้ามาช่วยแล้ว”
จากนั้นเจ้าหนูก็ใช้ฟันอันแหลมคมกัดเชือกจนขาด และราชสีห์ก็หลุดจากกับดักที่นายพรานทำไว้เป็นอิสระ ราชสีห์กับหนูจึงตกลงจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันและเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การให้อภัยผู้อื่นเป็นผลดีแก่ตัวเอง อย่าดูถูกคนที่ด้อยกว่าเพราะทุกคนต้องช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน และพึ่งพาอาศัยกัน
กระต่ายกับเต่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีกระต่ายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ามันวิ่งได้เร็วมาก จนหลงตัวเองว่าในป่าแห่งนี้ไม่มีใครวิ่งเร็วชนะตนเองได้ วันหนึ่งกระต่ายเดินร้องเพลงมาอย่างสบายใจ และพบกับเต่าเข้า เห็นเต่าคลานต้วมเตี้ยมผ่านหน้าไป กระต่ายจึงพูดกับเต่าว่า
“มัวแต่คลานต้วมเตี้ยมอยู่แบบนี้เมื่อไหร่จะถึงบ้านล่ะ แบบนี้ข้าว่า...ข้าต่อให้เจ้าคลานล่วง หน้าไปก่อนสักครึ่งวันข้าก็วิ่งตามทัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” กระต่ายหัวเราะเยาะเย้ยเจ้าเต่า
“ข้าก็คลานของข้าแบบนี้ของข้ามาตั้งนานแล้ว” เต่ารู้สึกไม่พอใจที่กระต่ายพูดจาแบบนั้นใส่ตน แล้วพูดต่ออีกว่า “กระต่าย หลงตัวเองอย่างเจ้า ไม่เห็นว่าจะเก่งตรงไหนดีแต่โม้ไปวันวัน”
กระต่ายผู้ทะนงในความวิ่งเร็วของตนเองเห็นเต่าพูดจาอย่างนั้น จึงพูดขึ้นว่า
“งั้นแน่จริงกล้าวิ่งแข่งกับข้าไหมล่ะ? เจ้าเต่าต้วมเตี้ยม ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่กล้าล่ะสิ”
เต่าตอบทันควันว่า “ตกลง...เรามาวิ่งแข่งกัน ใครถึงเส้นชัยก่อนคนนั้นชนะ” กระต่ายแทบไม่เชื่อ หูตัวเอง
“เจ้านะเหรอกล้าท้าแข่งกับข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าต่อให้เจ้าก่อนก็ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ทันใดนั้นเจ้านกน้อยบินผ่านมาพอดีเต่าและกระต่ายจึงขอให้นกน้อยเป็นกรรมการตัดสินให้ เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น กระต่ายวิ่งออกจากจุดเริ่มต้นด้วยความเร็วสุดฝีเท้านำเต่าไปก่อน พอถึงกลางทางหันกลับไปมองข้างหลังไม่เห็นแม้แต่เงาของเต่า เจ้ากระต่ายจึงนั่งพักที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างทางจนเผลอหลับไป
ส่วนเจ้าเต่ายังคงคลานต้วมเตี้ยมๆอย่างไม่ย่อท้อโดยมีเพื่อนสัตว์ป่าส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ เนื่องจากเพื่อนทุกตัวไม่ชอบนิสัยของเจ้ากระต่ายขี้คุย
เจ้าเต่ายังคงคลานต่อไปจนแซงหน้ากระต่ายที่มัวแต่นอนหลับอยู่ เจ้ากระต่ายสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีเมื่อเจ้าเต่าคลานจะถึงเส้นชัยแล้ว มันรีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วหวังจะไล่ให้ทัน แต่ก็สายไปเสียแล้ว พวกสัตว์ป่าต่างห้อมล้อมเข้าไปแสดงความยินดีกับเต่าตัวแรกที่สามารถเอาชนะกระต่ายได้ในการวิ่งแข่งขัน เป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ความประมาทเป็นบ่อเกิดของความพ่ายแพ้และผิดหวัง ,ความพยายามอยู่ที่ไหนความ สำเร็จอยู่ที่นั่น
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีกระต่ายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ามันวิ่งได้เร็วมาก จนหลงตัวเองว่าในป่าแห่งนี้ไม่มีใครวิ่งเร็วชนะตนเองได้ วันหนึ่งกระต่ายเดินร้องเพลงมาอย่างสบายใจ และพบกับเต่าเข้า เห็นเต่าคลานต้วมเตี้ยมผ่านหน้าไป กระต่ายจึงพูดกับเต่าว่า
“มัวแต่คลานต้วมเตี้ยมอยู่แบบนี้เมื่อไหร่จะถึงบ้านล่ะ แบบนี้ข้าว่า...ข้าต่อให้เจ้าคลานล่วง หน้าไปก่อนสักครึ่งวันข้าก็วิ่งตามทัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” กระต่ายหัวเราะเยาะเย้ยเจ้าเต่า
“ข้าก็คลานของข้าแบบนี้ของข้ามาตั้งนานแล้ว” เต่ารู้สึกไม่พอใจที่กระต่ายพูดจาแบบนั้นใส่ตน แล้วพูดต่ออีกว่า “กระต่าย หลงตัวเองอย่างเจ้า ไม่เห็นว่าจะเก่งตรงไหนดีแต่โม้ไปวันวัน”
กระต่ายผู้ทะนงในความวิ่งเร็วของตนเองเห็นเต่าพูดจาอย่างนั้น จึงพูดขึ้นว่า
“งั้นแน่จริงกล้าวิ่งแข่งกับข้าไหมล่ะ? เจ้าเต่าต้วมเตี้ยม ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่กล้าล่ะสิ”
เต่าตอบทันควันว่า “ตกลง...เรามาวิ่งแข่งกัน ใครถึงเส้นชัยก่อนคนนั้นชนะ” กระต่ายแทบไม่เชื่อ หูตัวเอง
“เจ้านะเหรอกล้าท้าแข่งกับข้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าต่อให้เจ้าก่อนก็ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ทันใดนั้นเจ้านกน้อยบินผ่านมาพอดีเต่าและกระต่ายจึงขอให้นกน้อยเป็นกรรมการตัดสินให้ เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น กระต่ายวิ่งออกจากจุดเริ่มต้นด้วยความเร็วสุดฝีเท้านำเต่าไปก่อน พอถึงกลางทางหันกลับไปมองข้างหลังไม่เห็นแม้แต่เงาของเต่า เจ้ากระต่ายจึงนั่งพักที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างทางจนเผลอหลับไป
ส่วนเจ้าเต่ายังคงคลานต้วมเตี้ยมๆอย่างไม่ย่อท้อโดยมีเพื่อนสัตว์ป่าส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจ เนื่องจากเพื่อนทุกตัวไม่ชอบนิสัยของเจ้ากระต่ายขี้คุย
เจ้าเต่ายังคงคลานต่อไปจนแซงหน้ากระต่ายที่มัวแต่นอนหลับอยู่ เจ้ากระต่ายสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีเมื่อเจ้าเต่าคลานจะถึงเส้นชัยแล้ว มันรีบวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วหวังจะไล่ให้ทัน แต่ก็สายไปเสียแล้ว พวกสัตว์ป่าต่างห้อมล้อมเข้าไปแสดงความยินดีกับเต่าตัวแรกที่สามารถเอาชนะกระต่ายได้ในการวิ่งแข่งขัน เป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ความประมาทเป็นบ่อเกิดของความพ่ายแพ้และผิดหวัง ,ความพยายามอยู่ที่ไหนความ สำเร็จอยู่ที่นั่น
สุนัขจิ้งจอกกับนกกระสา
ครั้งหนึ่งมีนกกระสาที่เต้นรำเก่งมาก อยู่ตัวหนึ่ง นกกระสาตัวนี้จะออกมาเต้นรำให้ พวกสัตว์ป่าดูอยู่ด้วยความเพลิดเพลินอยู่ที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่งในทุก ๆ วัน มันมีความ ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่พวกสัตว์ป่าทั้งหลายได้ยกย่องให้มันว่าเป็นที่หนึ่งแห่งการเริงระบำ ของมวลสัตว์ต่าง ๆ และวันนี้ก็เช่นกันมันได้ออกมาเริงระบำอย่างที่เป็นมาตามปกติ แต่ คราวนี้หรือวันนี้...ได้เกิดมีความไม่เป็นปกติ เกิดขึ้นมาเข้าอย่างหนึ่ง คือได้มีสุนัขจิ้งจอกขี้อิจฉา ตัวหนึ่งได้ออกมาเลียนแบบ เต้นรำคู่ไปกับมันด้วยอยู่ข้าง ๆ เจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้น่ะหรือ... มันเพียงแต่แค่นึกอิจฉานกกระสามากเป็นที่สุดเท่านั้นเอง...จึงได้ออกมาร่ายรำอวดสัตว์ป่าต่าง ๆบ้าง เพราะอยากที่จะได้คำชมบ้างเท่านั้นเอง แต่พวกสัตว์ป่าต่าง ๆ สิ ให้เป็นหวาดกลัวไปตาม ๆกัน เลยทีเดียว ' เจ้าสุนัขจิ้งจอกมันต้องหวังทำให้พวกเราเพลิดเพลินจนลืมตัว แล้วจับกินตอนนั้น อย่างแน่นอนเลย... ' พวกสัตว์ป่าทุกตัวเลยพากันวิ่งหนี วงแตกกระจายไปหมด
และเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นเข้า เจ้าสุนัขจิ้งจอกมันให้เป็นแค้นเคืองใจนกกระสาเป็นอย่างมาก 'โอ้ย เจ็บใจจังข้าจะเต้นรำเก่งน้อยไปกว่านกกระสาตัวนั้น จนพวกสัตว์ป่าต่าง ๆไม่อยากมองจนวิ่งหนีกัน ไปหมดอย่างนั้นได้ทีเดียวหรือนี่....ฮึ หมั่นใส่เจ้านกกระสาเสียจริง ๆ อย่างนี้ต้องแกล้งให้มันเจ็บใจเล่นบ้าง เห็นจะดี เหอ ๆๆๆ ' และเมื่อคิดได้ดังนั้น มันจึงทำเป็นไปผูกมิตรทำเป็นใจดี ชวนนกกระสามากินอาหาร ที่บ้านของมัน เจ้าสุนัขจิ้งจอกเอ่ยปากชวนนกกระสาว่า ' เราอยากจะเชิญท่านไปกินอาหารที่บ้าน ของเราสักหน่อย' 'ขอบใจมาก' นกกระสาจึงตอบรับ ' เรายินดีที่จะไป'
แต่เมื่อนกกระสามาถึงบ้านของเจ้าสุนัขจิ้งจอกแล้วนั้น มันได้พบว่าสุนัขจิ้งจอกได้ จัดอาหารที่จะเลี้ยงไว้ในจานแบน ๆ 2 จาน นกกระสาไม่สามารถที่จะกินอาหารในจาน นั้นได้ เพราะจะงอยปากของมันยาวนั่นเอง มันให้เป็นหนักใจเป็นอย่างมากกับอาหารใน จานแบน ๆ นั้น แต่มันก็พยามยามที่จะกินเพื่อไม่อยากให้เสียมารยาท โดยใช้จะงอยปาก ของมันจิกลงไปในจานนั้น จนน้ำซุปที่อยู่ในจานกระฉอกออกมาจนเลอะเทอะไปหมด แต่เจ้าสุนัขจิ้งจอก สิ..มันแอบมองแล้วสะแหยะยิ้มออกมาด้วยความสะใจเป็นอย่างมากที่สามารถแกล้งนกกระสาได้อย่างนั้น
เจ้าสุนัขจิ้งจอกแกล้งเฉยทำหน้าตาย กินอาหารในจานของมันอย่างสะดวกสบายและเอร็ดอร่อย ซ้ำยังกล่าวกับนกกระสาให้เจ็บใจเล่นอีกด้วยว่า ' อ้าว..ท่านไม่ชอบอาหารในจานของท่านหรอกหรือ? ถึงได้กินอย่างเสียมารยาทจนสกปรกเลอะเทอะแบบนั้น ถ้าอย่างนั้นล่ะก้อ เราจะช่วยกินแทนให้ท่านเอง แล้วกัน..โห ๆๆๆ ' ดังนั้น เจ้าสุนัขจิ้งจอกจึงกินอาหารในจานของมันและรวมทั้งที่อยู่ในจานของนกกระสา เสียจนหมดอีกด้วย นกกระสาจึงกลับไปด้วยความหิวเพราะแทบจะไม่ได้กินอะไรเลยสักนิด ' เจ้าสุนัขจิ้งจอก มันต้องตั้งใจแกล้งเราอย่างแน่นอนเลยงานนี้ ฝากไว้ก่อนเถอะ คงมีสักวันที่ฉันจะต้องทำให้เธอได้เจ็บใจ บ้าง ฮึ
ต่อมาจากนั้นไม่นาน นกกระสาก็ได้เขียนจดหมายชวญเชิญสุนัขจิ้งจอกให้มากินอาหารที่บ้านของตนบ้าง ' ท่านสุนัขจิ้งจอก เราอยากจะขอเชิญท่านมารับประทานอาหารที่บ้านของเราบ้าง เพื่อเป็นการ ตอบแทนในน้ำใจของท่าน ' เจ้าสุนัขจิ้งจอกด้วยมันกำลังหิวอยู่ตอนนั้น เลยลืมเรื่องที่มันเคยได้แกล้ง นกกระสาเอาไว้นั้นเสียสนิท เมื่อมันได้รับจดหมายชวญกินอาหารอย่างนั้นก็ให้เป็นดีใจ จึงรีบเดินทาง ไปที่บ้านของนกกระสาทันทีนั้นเลย
เมื่อมาถึง...นกกระสาได้เชิญให้สุนัขจิ้งจอกเข้ามาข้างในแล้ว มันก็ได้ยกอาหารที่ได้จัดเตรียมใส่ไว้ใน เหยือกคอสูงสองใบ ออกมาวาง คราวนี้จึงถึงคราวที่เจ้าสุนัขจิ้งจอก ไม่สามารถจะกินอาหารที่อยู่ ในเหยือกนั้นได้ มันจึงต้องเป็นฝ่ายต้องนั่งเฝ้าดู ขณะที่นกกระสากินอาหารในเหยือกทั้งสองใบนั้น อย่างเอร็ดอร่อย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
๐ ถ้าใช้เล่ห์กลกับบุคคลอื่นได้ คนอื่นก็อาจจะใช้เล่ห์กลอย่างเดียวกันได้เช่นกัน
ครั้งหนึ่งมีนกกระสาที่เต้นรำเก่งมาก อยู่ตัวหนึ่ง นกกระสาตัวนี้จะออกมาเต้นรำให้ พวกสัตว์ป่าดูอยู่ด้วยความเพลิดเพลินอยู่ที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่งในทุก ๆ วัน มันมีความ ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่พวกสัตว์ป่าทั้งหลายได้ยกย่องให้มันว่าเป็นที่หนึ่งแห่งการเริงระบำ ของมวลสัตว์ต่าง ๆ และวันนี้ก็เช่นกันมันได้ออกมาเริงระบำอย่างที่เป็นมาตามปกติ แต่ คราวนี้หรือวันนี้...ได้เกิดมีความไม่เป็นปกติ เกิดขึ้นมาเข้าอย่างหนึ่ง คือได้มีสุนัขจิ้งจอกขี้อิจฉา ตัวหนึ่งได้ออกมาเลียนแบบ เต้นรำคู่ไปกับมันด้วยอยู่ข้าง ๆ เจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้น่ะหรือ... มันเพียงแต่แค่นึกอิจฉานกกระสามากเป็นที่สุดเท่านั้นเอง...จึงได้ออกมาร่ายรำอวดสัตว์ป่าต่าง ๆบ้าง เพราะอยากที่จะได้คำชมบ้างเท่านั้นเอง แต่พวกสัตว์ป่าต่าง ๆ สิ ให้เป็นหวาดกลัวไปตาม ๆกัน เลยทีเดียว ' เจ้าสุนัขจิ้งจอกมันต้องหวังทำให้พวกเราเพลิดเพลินจนลืมตัว แล้วจับกินตอนนั้น อย่างแน่นอนเลย... ' พวกสัตว์ป่าทุกตัวเลยพากันวิ่งหนี วงแตกกระจายไปหมด
และเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้นเข้า เจ้าสุนัขจิ้งจอกมันให้เป็นแค้นเคืองใจนกกระสาเป็นอย่างมาก 'โอ้ย เจ็บใจจังข้าจะเต้นรำเก่งน้อยไปกว่านกกระสาตัวนั้น จนพวกสัตว์ป่าต่าง ๆไม่อยากมองจนวิ่งหนีกัน ไปหมดอย่างนั้นได้ทีเดียวหรือนี่....ฮึ หมั่นใส่เจ้านกกระสาเสียจริง ๆ อย่างนี้ต้องแกล้งให้มันเจ็บใจเล่นบ้าง เห็นจะดี เหอ ๆๆๆ ' และเมื่อคิดได้ดังนั้น มันจึงทำเป็นไปผูกมิตรทำเป็นใจดี ชวนนกกระสามากินอาหาร ที่บ้านของมัน เจ้าสุนัขจิ้งจอกเอ่ยปากชวนนกกระสาว่า ' เราอยากจะเชิญท่านไปกินอาหารที่บ้าน ของเราสักหน่อย' 'ขอบใจมาก' นกกระสาจึงตอบรับ ' เรายินดีที่จะไป'
แต่เมื่อนกกระสามาถึงบ้านของเจ้าสุนัขจิ้งจอกแล้วนั้น มันได้พบว่าสุนัขจิ้งจอกได้ จัดอาหารที่จะเลี้ยงไว้ในจานแบน ๆ 2 จาน นกกระสาไม่สามารถที่จะกินอาหารในจาน นั้นได้ เพราะจะงอยปากของมันยาวนั่นเอง มันให้เป็นหนักใจเป็นอย่างมากกับอาหารใน จานแบน ๆ นั้น แต่มันก็พยามยามที่จะกินเพื่อไม่อยากให้เสียมารยาท โดยใช้จะงอยปาก ของมันจิกลงไปในจานนั้น จนน้ำซุปที่อยู่ในจานกระฉอกออกมาจนเลอะเทอะไปหมด แต่เจ้าสุนัขจิ้งจอก สิ..มันแอบมองแล้วสะแหยะยิ้มออกมาด้วยความสะใจเป็นอย่างมากที่สามารถแกล้งนกกระสาได้อย่างนั้น
เจ้าสุนัขจิ้งจอกแกล้งเฉยทำหน้าตาย กินอาหารในจานของมันอย่างสะดวกสบายและเอร็ดอร่อย ซ้ำยังกล่าวกับนกกระสาให้เจ็บใจเล่นอีกด้วยว่า ' อ้าว..ท่านไม่ชอบอาหารในจานของท่านหรอกหรือ? ถึงได้กินอย่างเสียมารยาทจนสกปรกเลอะเทอะแบบนั้น ถ้าอย่างนั้นล่ะก้อ เราจะช่วยกินแทนให้ท่านเอง แล้วกัน..โห ๆๆๆ ' ดังนั้น เจ้าสุนัขจิ้งจอกจึงกินอาหารในจานของมันและรวมทั้งที่อยู่ในจานของนกกระสา เสียจนหมดอีกด้วย นกกระสาจึงกลับไปด้วยความหิวเพราะแทบจะไม่ได้กินอะไรเลยสักนิด ' เจ้าสุนัขจิ้งจอก มันต้องตั้งใจแกล้งเราอย่างแน่นอนเลยงานนี้ ฝากไว้ก่อนเถอะ คงมีสักวันที่ฉันจะต้องทำให้เธอได้เจ็บใจ บ้าง ฮึ
ต่อมาจากนั้นไม่นาน นกกระสาก็ได้เขียนจดหมายชวญเชิญสุนัขจิ้งจอกให้มากินอาหารที่บ้านของตนบ้าง ' ท่านสุนัขจิ้งจอก เราอยากจะขอเชิญท่านมารับประทานอาหารที่บ้านของเราบ้าง เพื่อเป็นการ ตอบแทนในน้ำใจของท่าน ' เจ้าสุนัขจิ้งจอกด้วยมันกำลังหิวอยู่ตอนนั้น เลยลืมเรื่องที่มันเคยได้แกล้ง นกกระสาเอาไว้นั้นเสียสนิท เมื่อมันได้รับจดหมายชวญกินอาหารอย่างนั้นก็ให้เป็นดีใจ จึงรีบเดินทาง ไปที่บ้านของนกกระสาทันทีนั้นเลย
เมื่อมาถึง...นกกระสาได้เชิญให้สุนัขจิ้งจอกเข้ามาข้างในแล้ว มันก็ได้ยกอาหารที่ได้จัดเตรียมใส่ไว้ใน เหยือกคอสูงสองใบ ออกมาวาง คราวนี้จึงถึงคราวที่เจ้าสุนัขจิ้งจอก ไม่สามารถจะกินอาหารที่อยู่ ในเหยือกนั้นได้ มันจึงต้องเป็นฝ่ายต้องนั่งเฝ้าดู ขณะที่นกกระสากินอาหารในเหยือกทั้งสองใบนั้น อย่างเอร็ดอร่อย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
๐ ถ้าใช้เล่ห์กลกับบุคคลอื่นได้ คนอื่นก็อาจจะใช้เล่ห์กลอย่างเดียวกันได้เช่นกัน
ภาพ ป๋องแป๋ง
ลงสี ปูเป้
ในอดีต ณ เมืองพาราณสี มีพ่อค้าคนหนึ่งบรรทุกสินค้า ไปขายต่างเมืองเป็นประจำ คราวหนึ่งพ่อค้าและบริวารนำ
สินค้าบรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางข้ามทะเลทรายเป็น
ระยะทางถึง ๖๐ โยชน์ เนื่องจากผืนทรายร้อนจัดมาก จึงต้องหยุดพักผ่อนในเวลา
กลางวัน ต่อเมื่อรับประทาน อาหารเย็นแล้ว จึงเดินทาง
ต่อไปได้
เมื่อพ่อค้าและบริวาร
เดินทางรอมแรมใกล้จะถึง จุดหมายปลายทาง เหลือ
อีกเพียง ๑ โยชน์ ซึ่งใช้
เวลาเดินทางอีกเพียงคืน
เดียว ก็จะข้ามพ้นเขต
ทะเลทราย พ่อค้าและ
บริวารต่างชะล่าใจ เมื่อ รับประทานอาหารเย็นแล้ว
ก็ใช้น้ำและฟืนจนหมด
ครั้นถึงเวลากลางคืนก็ออกเดินทาง ต้นหนซึ่งนั่งอยู่ดูทิศทางจากดวงดาวบนท้องฟ้า
เผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย กองเกวียนจึงเดินหลงทาง
เช้าวันรุ่งขึ้น ต้นหนจึงรู้ว่า
กองเกวียนได้เดินทางวนกลับ
มาอยู่เดิม
บริวารทั้งหลาย เมื่อรู้เช่นนั้น
ก็พากันกล่าวโทษต้นหนว่า
เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหา
บรรดาบริวารต่างรู้สึกอ่อนล้า
และหิวโหย เนื่องจากไม่มีน้ำ
และฟืนสำหรับหุงหาอาหาร
ต่างจึงพากันท้อแท้ และทอด
อาลัยไปตาม ๆ กัน
ดังนั้น พ่อค้าจึงให้บริวารช่วยกันขุดพื้นทรายใต้กอหญ้านั้น เพื่อค้นหาแหล่งน้ำ
ซึ่งทุกคนต่างก็มีกำลังใจ จึงร่วมมือกันขุดอย่างขยันขันแข็ง
ทุกคนต่างช่วยกัน
ขุดลึกลงจนถึง ๖๐ ศอก ก็ยังไม่พบน้ำ
ด้วยปัญญาของพ่อค้า และความเพียรอย่างไม่ท้อถอยของคนรับใช้คนสนิท ทำให้ทุกคนได้น้ำมาดื่มกิน
หุงหาอาหารมารับประทาน ครั้นตกกลางคืนจึงได้ออกเดินทางอีกครั้ง และถึงที่หมายในวันรุ่งขึ้นอย่างราบรื่น
ลงสี ปูเป้
ในอดีต ณ เมืองพาราณสี มีพ่อค้าคนหนึ่งบรรทุกสินค้า ไปขายต่างเมืองเป็นประจำ คราวหนึ่งพ่อค้าและบริวารนำ
สินค้าบรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางข้ามทะเลทรายเป็น
ระยะทางถึง ๖๐ โยชน์ เนื่องจากผืนทรายร้อนจัดมาก จึงต้องหยุดพักผ่อนในเวลา
กลางวัน ต่อเมื่อรับประทาน อาหารเย็นแล้ว จึงเดินทาง
ต่อไปได้
เมื่อพ่อค้าและบริวาร
เดินทางรอมแรมใกล้จะถึง จุดหมายปลายทาง เหลือ
อีกเพียง ๑ โยชน์ ซึ่งใช้
เวลาเดินทางอีกเพียงคืน
เดียว ก็จะข้ามพ้นเขต
ทะเลทราย พ่อค้าและ
บริวารต่างชะล่าใจ เมื่อ รับประทานอาหารเย็นแล้ว
ก็ใช้น้ำและฟืนจนหมด
ครั้นถึงเวลากลางคืนก็ออกเดินทาง ต้นหนซึ่งนั่งอยู่ดูทิศทางจากดวงดาวบนท้องฟ้า
เผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย กองเกวียนจึงเดินหลงทาง
เช้าวันรุ่งขึ้น ต้นหนจึงรู้ว่า
กองเกวียนได้เดินทางวนกลับ
มาอยู่เดิม
บริวารทั้งหลาย เมื่อรู้เช่นนั้น
ก็พากันกล่าวโทษต้นหนว่า
เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหา
บรรดาบริวารต่างรู้สึกอ่อนล้า
และหิวโหย เนื่องจากไม่มีน้ำ
และฟืนสำหรับหุงหาอาหาร
ต่างจึงพากันท้อแท้ และทอด
อาลัยไปตาม ๆ กัน
ดังนั้น พ่อค้าจึงให้บริวารช่วยกันขุดพื้นทรายใต้กอหญ้านั้น เพื่อค้นหาแหล่งน้ำ
ซึ่งทุกคนต่างก็มีกำลังใจ จึงร่วมมือกันขุดอย่างขยันขันแข็ง
ทุกคนต่างช่วยกัน
ขุดลึกลงจนถึง ๖๐ ศอก ก็ยังไม่พบน้ำ
ด้วยปัญญาของพ่อค้า และความเพียรอย่างไม่ท้อถอยของคนรับใช้คนสนิท ทำให้ทุกคนได้น้ำมาดื่มกิน
หุงหาอาหารมารับประทาน ครั้นตกกลางคืนจึงได้ออกเดินทางอีกครั้ง และถึงที่หมายในวันรุ่งขึ้นอย่างราบรื่น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)